โรคหัด (Measles) คือ: สาเหตุ อาการ การป้องกัน การรักษา

โรคหัดเกิดจากอะไร

โรคหัด (Measles) คือ การติดเชื้อไวรัสที่เติบโตในเซลล์เยื่อบุลำคอและปอด เป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายไปในอากาศทุกครั้งที่มีคนติดเชื้อไอหรือจาม ผู้ที่เป็นโรคหัดจะมีอาการเช่นมีไข้ไอและมีน้ำมูกไหล เป็นผื่นในช่องคอ หากไม่ได้รับการรักษาโรคหัดอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเช่นการติดเชื้อในหูโรคปอดบวมและโรคไข้สมองอักเสบ 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีข้อมูลว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัด ประมาณ 367 รายต่อวัน หรือ 15 รายต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สำหรับสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทย ตามรายงานของ สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ปี 2555-2556 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน และ 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นกลุ่มช่วงอายุที่พบผู้ป่วยโรคนี้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.03 และ 25.85 ของแต่ละปี ทั้งนี้ยังพบผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 9 เดือน โดยในปี 2555 พบ 19 คน และในปี 2556 พบ 9 คน

โรคหัด (Measles)
  โรคหัด (Measles)

อาการของโรคหัด

ผื่นหัดเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง มักเริ่มเป็นบริเวณใบหน้า และลุกลามไปตามร่างกายภายในสองสามวัน  ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจไม่มีผื่นแดงเกิดขึ้นให้เห็น และมีอาการอื่น ๆ ที่แสดงถึงอาการออกหัด ร่วมด้วยดังนี้ :

  • ภายในเจ็ดถึง 14 วันหลังจากติดเชื้อหัด อาการแรกจะปรากฏขึ้น เหมือนเป็นหวัดหรือเป็นไข้หัดไอมีน้ำมูกไหลและเจ็บคอ
  • สามถึงห้าวันต่อมาผื่นแดง (rash) หรือน้ำตาลแดงจะกระจายออกจากร่างกาย และบางครั้งผิวหนังอาจจะมีการลอก หากอาการรุนแรงอาจส่งผล กระทบต่อปอด ลําไส้และสมองได้ และอาจนําไปสู่ ผลข้างเคียงที่ร้ายแรง อาจจะถึงกับชีวิตได้
  • ไข้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส 
  • มีตุ่มแดงๆ ที่มีสีขาวเล็กๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม
  • เจ็บตา
  • ตาแดง

อาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคหัด

แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่าโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงไม่เพียง แต่พบได้บ่อยในเด็กเล็กเท่านั้น แต่ยังพบได้ในผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 20 ด้วยโรคแทรกซ้อนเหล่านี้อาจรวมถึงโรคปอดอักเสบโรคไข้สมองอักเสบและตาบอด โรคหัดเองนั้นสามารถรักษาให้หายได้และไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่หากเป็นหัดแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น โดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี รวมถึงคนท้องหรือคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น 

  • ท้องเสีย อาเจียน จนอาจทำให้อยู่ในภาวะขาดน้ำ
  • สมองทำงานผิดปกติ
  • คนท้องอาจจะคลอดก่อนกำหนด หรือแท้ง
  • กล่องเสียงอักเสบ
  • ตาแดง
  • หากไวรัสทำลายระบบประสาท อาจจะจำให้ตาบอด
  • หูชั้นกลางติดเชื้อ อักเสบ 
  • ปอดบวม
  • หลอดลมอักเสบ 
  • ไวรัสตับอักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • หัวใจ และระบบประสาทถูกทำลาย

สาเหตุของโรคหัด

โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่มีโอกาสติดเชื้อได้สูงมาก  การติดต่อของโรคนั้นสามารถรับเชื้อไวรัสผ่านทางอากาศ หรือการสัมผัสละอองน้ำลาย และน้ำมูกของผู้ป่วยจากการ ไอหรือจาม  ในช่วง 4 ก่อนและหลังเกิด ผื่น(rash)นั้นถือเป็นช่วงของการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้  โดยไวรัสแพร่กระจายจากคนสู่คนเท่านั้น และติดต่อจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่เข้าไปในร่างกาย เชื้อไวรัสหัดสามารถแพร่กระจายได้ค่อนข้างง่าย 

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ

โดยผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโรคหัดนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคมักมีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง  และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากภูมิต้านทานถูกทำลายอย่างผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV รวมทั้งผู้ที่ขาดสารอาหารนั้น จะป่วยเป็นโรคหัดอย่างรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อ สตรีมีครรภ์ที่ได้รับเชื้ออาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้ หากโรคหัดในเด็กเล็กเป็นแล้วอาจจะมีอันตราย เช่นเดียวกันกับโรคหัดในผู้ใหญ่ที่เป็นกับสตรีมีครรภ์อาจจะอันตรายเป็นอย่างมาก

วิธีการรักษาโรคหัด 

ถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการรักษาโรคหัดได้โดยตรง แต่บางครั้งการได้รับวัคซีนโรคหัดคางทูมและหัดเยอรมัน (MMR) ภายในสามวันแรกหลังจากได้รับเชื้อสามารถป้องกันโรคได้ และแพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงที่ เพื่อช่วยลดอาการคัน หรือ จ่ายยาตามอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นเช่นยาลดน้ำมูก ยาทาผื่นลดอาการคัน ทั้งนี้ผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ เพื่อให้ร่างกลับ มาแข็งแรงเพื่อต่อสู้กับไวรัส และไม่ควรออกไปข้างนอกหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง โรงพยาบาลสมิติเวช มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคประเภทนี้มาก

การป้องกันโรคหัด (Measles)

หากเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด ครบตามกำหนดตั้งแต่ตอนอายุ 9-12 เดือน โดยวัคซีน ที่ใช้คือ Measles-Mumps-Rubella-Varicella Vaccine (MMRV) โดยเด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือน-12 ปี สามารถรับวัคซีนตัวนี้ได้

รับซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุครบ 4-6  ปีก็จะสามารถป้องกันโรคหัดไม่ให้มีการติดเชื้อจากบุคคลอื่นได้ และรวมถึงในผู้ใหญ่ก็ยังสามารถรับวัคซีนได้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยลูคีเมียรวมไปผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ควรรับวัคซีน 

สมุนไพรรักษาโรคหัด

เนื่องด้วยยังไม่มีวิธีรักษาโรคหัดใด ๆ ทางการแพทย์ที่แน่ชัดนอกจากการฉีดวัคซีน และไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฎิชีวนะ จึงทำให้มีการใช้ทางเลือกด้วยการรักษาโรคหัดด้วยสมุนไพร ซึ่งมีหลากหลายชนิดเช่นกันที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น : 

  • ขมิ้นอ้อย  หั่นเหง้า 5 แว่น นำมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอสมควร ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • หญ้าแพรก ต้นใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้พิษ 
  • แพงพวยฝรั่ง 30-60 กรัม นำมาคั้นแล้วต้มดื่ม
  • สนทราย ตำใบให้ละเอียดพอกแก้โรคผิวหนัง กลาก (ringworm) เกลื้อน ผดผื่นคัน แก้ผื่นหัด

ลิงค์ด้านล่างนี้เป็นแหล่งข้อมูลของบทความของเรา

เขียนโดย แพทย์หญิงวิกานดา รัตนพันธ์

แพทย์หญิงวิกานดา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง ประกอบหน้าที่อยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เธอมีความเชื่อว่าผิวพรรณที่มีสุขภาพดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ดังนั้นความตั้งใจของเธอคือต้องการช่วยให้ทุกคนมีผิวพรรณที่มีสุขภาพดี ปราศจากโรคทางผิวหนัง และแพทย์หญิงวิกานดาเป็นหนึ่งในแพทย์ที่เก่งมากคนหนึ่งในประเทศ

Leave a Reply