ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis): อาการ สาเหตุ การรักษา

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

ต่อมทอนซิล (Tonsillitis) คืออะไร: ต่อมทอนซิลป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันคอยกำจัดเชื้อโรคในคอไม่ให้เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของร่างกาย ต่อมทอนซิลพบได้หลายตำแหน่งในช่องปาก หากมีความผิดปกติ หรือเกิดการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียจะส่งผลให้เป็นภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ (tonsillitis) 

ต่อมทอนซิลอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย สเตรปโทคอกค (Streptococcal bacteria) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการเจ็บคอ หรือคออักเสบได้ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เป็นแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ต่อมทอนซิลอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะพบในเด็กก่อนวัยเรียนจนถึงวัยรุ่นตอนกลาง 

อาการของต่อมทอนซิลคือ 

เมื่อต่อมทอนซิลอักเสบจะมีอาการเจ็บคอ ต่อมท่อนซิลบวมแดง และมีไข้ อาการต่อมทอนซิลอักเสบ สามารถวินิจฉัยได้ง่าย ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบจะมีอาการอยู่ประมาณ 7-10 วัน

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับดูแลรักษาการเป็นต่อมท่อนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลอักเสบ มี 3 ประเภท 

  • แบบเฉียบพลัน 
  • แบบเรื้อรัง 
  • แบบกำเริบ

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบมีดังนี้

  • เจ็บคอมาก
  • กลืนอาหารลำบาก หรือปวดคอเวลากลืนอาหาร
  • เสียงแหบ
  • มีกลิ่นปาก
  • มีไข้
  • มีอาการหนาวสั่น
  • ปวดหู
  • ปวดท้อง
  • อาการปวดหัว
  • มีอาการคอเคล็ด หรือคอแข็ง
  • ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองใต้กรามและบริเวณคอบวม
  • ต่อมทอนซิลเกิดเป็นสีแดง และบวม
  • ต่อมทอนซิลมีจุดสีขาวหรือสีเหลือง

อาการต่อมทอนซิลอักเสบในเด็กเล็กจะสังเกตได้ง่ายว่าเด็กจะมีอาการหงุดหงิดและไม่อยากทานอาหาร และอาจมีน้ำลายไหลออกมามากกว่าปกติ

ต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดในเด็กถือว่าเป็นเรื่องปกติ เด็กทุกคนจะมีจะเกิดอาการต่อมทอนซิลอักเสบ อย่างน้อย 1 ครั้ง

หากมีอาการประมาณ 10 วันหรือน้อยกว่า นั่นหมายถึงอยู่ในประเภทต่อมทอนซิลอักเสบแบบเฉียบพลัน หากมีอาการนานกว่าระยะเวลาดังกล่าว จะกลายแป็นต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง  และอาจะเป็นต่อมทอนซิลแบบกำเริบ

ต่อมทอนซิลอักเสบแบบเฉียบพลันสามารถรักษาหายได้เองที่บ้าน ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอาจต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อแก้อาการทอนซิลอักเสบให้หายเร็วขึ้น

ต่อมทอนซิลอักเสบแบบเรื้อรัง

อาการต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังจะมีอาการนานกว่าแบบเฉียบพลัน และมีอาการดังนี้ :

  • เจ็บคอ
  • กลิ่นปาก (กลิ่นปาก)
  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม

ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังยังอาจทำให้เกิดนิ่วทอนซิล   เนื่องจากเซลล์ที่ตายแล้วบริเวณต่อมทอนซิล หรือมีการสะสมของน้ำลายและหายอยู่ในรอยที่แตกของต่อมทอนซิล ก่อให้เกิดเป็นก้อนแข็งๆเล็ก และอาจส่งผลให้ต่อมทอนซิลโตได้ อาจจะต้องให้แพทย์เอาออกให้โดยเครื่องมือแพทย์ หากผู้ป่วยมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบ การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดต่อมทอนซิลออก

ต่อมทอนซิลอักเสบกำเริบ

อาการต่อมทอนซิลกำเริบ เป็นอาการเช่นเดียวกับต่อมทอนซิลอักเสบแบบเรื้อรัง แต่จะเว้นระยะในการเป็นตามระยะเวลาดังนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า  4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบ ดังนี้

  • ไข้ที่สูงกว่า และอุณหภูมิสูงกว่า 39.5 ° C
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เกิดอาการฝืดคอ
  • อาการเจ็บคออยู่นานกว่า 2 วัน
  • ผู้ป่วยบางรายต่อมทอนซิลอักเสบอาจทำให้คอบวมมาก หรือทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ส่งผลให้หายใจลำบาก หากเป็นเช่นนี้ให้ไปพบแพทย์ทันที บางรายอาการอาจหายได้เอง

อาการต่อมทอนซิลอักเสบในเด็กและผู้ใหญ่

ต่อมทอนซิลอักเสบพบได้บ่อยในเด็ก เพราะเด็กอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และรับเชื้อเหล่านี้ได้ง่าย เช่นการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้คนจำนวนเยอะ หรืออยู่ในโรงเรียน การเดินทางโดยรถโดยสารพาหนะ หรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนจำนวนมาก อาการและการรักษาต่อมทอนซิลอักเสบกันทั้งในผู้ใหญ่และเด็กจะใช้วิธีเดียวกันแต่การรักษาต่อมทอนซิลสำหรับผู้ใหญ่จะใช้เวลานานกว่ารักษาต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก  

ต่อมทอนซิลที่มีอาการคออักเสบร่วมด้วย

ต่อมทอนซิลอักเสบที่มีอาการคออักเสบร่วมด้วย เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกัน ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบและอาการคออักเสบร่วมด้วยจะมีอาการดังนี้

  • ปวดเมื่อยในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  • วิงเวียนศรีษะ
  • อาเจียน
  • จุดแดงเล็ก ๆ ที่ด้านหลังของปาก
  • เป็นหนองบริเวณรอบๆต่อมทอนซิล
  • ผื่นขึ้น

สาเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิลเป็นด่านแรกของการป้องกันการเจ็บป่วย ต่อมทอนซิลจะมีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อผิดแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย หากเชื้อเหล่านี้ผ่านเข้าทางปากและจมูก ต่อมทอนซิลจะทำหน้าที่สู้กับเชื้อเหล่านี้เป็นด่านแรก

  • ไวรัสเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของต่อมทอนซิลอักเสบ  ต่อมทอนซิลอักเสบอาจเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นหวัด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่คอ และส่งผลให้เป็นอาการคออักเสบ
  • ไวรัสชนิดอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ รวมไปถึง
  • เชื้อไวโรไวรัสตับอักเสบเอ
  • HIV
  • เชื้อไวรัสเอ็บสไตบาร์ เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโมโนนิวคลิโอซิส หรือที่เรียกกันว่าโรคติดต่อจากการจูบ หากเชื้อไวรัสชนินี่มเข้าสู่ร่างกายส่งผลให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบและต่อมน้ำเหลืองโตได้
  • ต่อมทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย

หากผู้ป่วยมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส จะมีอาการไอ คัดจมูก การกินยาปฏิชีวนะแก้ต่อมทอนซิลอักเสบอาจไม่ส่งผลกับเชื้อไวรัสมากนัก แต่สามารถรักษาให้หายโดยการใช้ยาบรรเทาอาการปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป และควรนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนและรักษาอาการปวดให้หายเร็วได้ยิ่งขึ้น

แบคทีเรียที่ทำให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ จะส่งผลให้มีอาการเกิดคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียจะพบได้มากสำหรับเด็กช่วงอายุ 5-15 ปี

แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบจะรักษาเช่นเดียวกันกับอาการต่อมทอนซิลที่เกิดจากเชื้อไวรัส  

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบได้ที่บ้าน

หากมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบในเบื้องต้น ควรปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้  

  • ควรดื่มน้ำมาก ๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ วันละหลายครั้ง
  • กินยาอมบรรเทาอาการปวด
  • กินไอติมหรืออาหารแช่เย็น
  • อยู่ในที่ที่อากาศปรอดโปร่ง
  • หลีกเลี่ยงควัน
  • ทานยา acetaminophen หรือ ibuprofen เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ

ผู้ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบ ห้ามกินอะไร

ผู้ป่วยต่อมทอนซิลไม่ควรทานอาหารรสจัด อาหารที่ทำให้ร้อนใน อาหารที่ปรุงด้วยการผัดหรือทอด เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้ทอนซิลอักเสบบวมมากยิ่งขึ้น

การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ

การวินิจฉัยต่อมทอนซิล

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการตรวจลำคอโดยอาจใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณลำคอ รวมทั้งอาจดูบริเวณหูและจมูกร่วมด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ว่ามีค่าปกติหรือต่ำกว่าปกติ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย

วิธีรักษาทอนซิลอักเสบ

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส 

และนำไปสู่อาการของไข้หวัด อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากสามารถกินยาและรักษาหายได้เองในเบื้องต้น การใช้ยาปฏิชีวนะ จะใช้กับผู้ป่วยที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบรุนแรง หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากต่อมทอนซิลอักเสบ ผู้ป่วยอาจต้องรับของเหลาวผ่านทางหลอดเลือดดำ การรับยาแก้ปวดจะช่วยให้บรรเทาอาการปวดของต่อมทอนซิลบริเวณลำคอ

การผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy)

ทอนซิลเลคโตมี (Tonsillectomy) คือการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก โดยทั่วไปแล้วจะรักษาด้วยการผ่าตัดกับผู้ที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังหรือผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อน หากอาการต่อมทอนซิลไม่มีแนวโน้มที่จะทุเลาลง

หากผู้ป่วยเคยมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบ มีอย่างน้อย 5 ถึง 7 ครั้งในปีที่ผ่านมา อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิล หากผ่าตัดต่อมทอนซิลอักเสบแล้ว จะช่วยทำให้บรรเทาปัญหาการหายใจและการกลืนอาหารลำบากได้

การผ่าตัดต่อมทอนซิลอักเสบ อาจช่วยลดความเสี่ยงให้เชื้อลุกลามไปสู่คอหอยได้ด้วย แต่ถึงแม้จะมีการผ่าตัดต่อมทอนซิลไปแล้ว อาการต่อมทอนซิลอักเสบสามารถกลับมาเป็นได้อีก แต่ไม่พบได้บ่อยนัก การรักษาต่อมทอนซิลด้วยการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้วันเดียวกับการเข้ารับการผ่าตัด และใช้เวลารักษาและฟื้นฟูแผลเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์  

การรักษาต่อมทอนซิลด้วยยาปฏิชีวนะ

แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาต่อมทอนซิลที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะจะช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบของต่อมทอนซิลให้หายเร็วยิ่งขึ้น แต่อาจส่งผลข้างเคียงต่อการดื้อยา และมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาการปวดท้อง  หากผู้ป่วยมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบที่มาเชื้อ A Streptococcus แพทย์จะสั่งจ่ายยาในกลุ่มเพนนิซิลลิน ผู้ป่วยบางรายอาจะแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน

การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นยารักษาต่อมทอนซิลอักเสบ ถึงแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ก็ควรทานยาให้ครบตามกำหนด แพทย์จะจัดยาตามอาการและกำหนดระยะการกินยา หากกินยาไม่ครบตามกำหนดมีผลให้เสี่ยงต่ออาการอักเสบจะกลับมาเป็นอีก

ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นโรคติดต่อหรือไม่

โรคต่อมทอนซิลอักเสบสามารถติดต่อกันได้เหมือนกับโรคหวัดธรรมดาและโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมาจากการสัมผัสเชื้อโรคจากผู้ป่วยที่มีเชื้อโดยตรง เช่น ลมหายใจ การไอ การจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งน้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า  ควรงดการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ หรืออยู่ใกล้ชิด เพราะเชื้อแบคทีเรียสามารถกระจายออกจากผู้ป่วยต่อมทอนซิลได้ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2 – 4 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียสเตรปโธรทจะมีระยะฟักตัวสั้นเพียง 12 ชั่วโมง

ภาวะแทรกซ้อนต่อมทอนซิลอักเสบ

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่เป็นไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ เป็นต้น

รวมทั้งการบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เกิดการหายใจลำบาก ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ รวมถึงการติดเชื้อที่ส่งผลให้มีฝีที่ทอนซิล หรือหนองลุกลามสะสมที่ด้านหลังของลำคอและอวัยวะข้างเคียงได้

เด็กที่ป่วยเป็นทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรียสเต็ปโตคอคคัส (Streptococcus) แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วได้รับยาไม่ครบตามกำหนด อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงแต่พบได้ไม่บ่อย เช่น เด็กที่ป่วยเป็นโรคไข้รูมาติก ซึ่งจะส่งผลต่อหัวใจ ข้อต่อ และเนื้อเยื่ออื่น ๆ และการอักเสบของกรวยไตจากการติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

การป้องกันต่อมทอนซิลอักเสบ

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ดูแลตัวเองตามลักษณะสุขอนามัยที่ดี
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคที่ดี

ภาพรวมของต่อมทอนซิลอักเสบ

หากต่อมทอนซิลบวมอาจทำให้หายใจลำบาก ส่งผลให้นอนหลับยาก หากไม่รักษาต่อมทอนซิลอักเสบตั้งแต่แรกเริ่มอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ และเชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงต่อมทอนซิล อาการต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียสามารถหายได้ในระยะเวลาไม่กี่วัน หากผู้ป่วยรักษาด้วยการกินยาปฏิชีวนะ


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply