เอวเคล็ด

เอวเคล็ด (Low Back Strain and Sprain) : อาการ สาเหตุ การรักษา

เอวเคล็ด (Low Back Strain and Sprain) คืออาการที่กระดูกสันหลังส่วนเอว (ส่วนล่าง) ปวดหรือเคล็ดจนส่งผลให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกิดอาการบวม ผู้ป่วยจะรู้สึกปวด และเป็นตะคริวได้

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหลังช่วงเอวปวด หรือเคล็ด

โรคกล้ามเนื้อหลังช่วงเอวปวด หรือเคล็ดเป็นที่มาของอาการปวดหลังที่พบได้บ่อยที่สุด กล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่างมักต้องรองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบนและใช้เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ที่ต้องบิดงอและก้มโค้งบ่อย ๆ เกิดความเครียดบริเวณกล้ามเนื้อส่วนเอวที่ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อยืดผิดปกติหรือฉีกขาดได้ อาการปวดเอวเกิดจากเอ็น (แถบเนื้อเยื่อแข็งที่ยึดกระดูกเข้าด้วยกัน) ฉีดขาด ความผิดปกติทั้ง 2 แบบนี้อาจเกิดจากการได้รับบาดเจ็บอย่างกะทันหัน หรือการใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณนี้มากเกินไปมาอย่างต่อเนื่อง อาการปวดเอวหรือเคล็ดอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้

ประเภทของกล้ามเนื้อที่รองรับกระดูกสันหลัง

  • กล้ามเนื้อเอกซ์เทนเซอร์ (กล้ามเนื้อส่วนหลังและกล้ามเนื้อกลูเตียล)

  • กล้ามเนื้อเฟลกเซอร์ (กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้ออิลิโอโซแอส)

  • กล้ามเนื้อดึงทะแยง หรือ กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการหมุน (กล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว)

อาการเอวเคล็ด

อาการมีดังต่อไปนี้

  • อาการปวดหลังส่วนล่างที่ลามลงไปถึงก้น แต่ไม่ส่งผลที่ส่วน

  • รู้สึกหลังส่วนล่างแข็งทื่อ และเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก

  • ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางปกติได้เนื่องจากรู้สึกตึงและ/หรือเจ็บปวด

  • กล้ามเนื้อกระตุกในขณะทำกิจกรรมหรือพักผ่อน

  • อาการเจ็บปวดมักเกิดต่อเนื่องสูงสุด 10-14 วัน

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์

หากรู้สึกปวดหลังส่วนล่างนานกว่า 1 ถึง 2 สัปดาห์ให้ไปพบแพทย์ โดยอาจพิจารณษแพทย์ประจำตัวของผู้ป่วยก่อน

แต่ควรรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการร่วมกับอาการปวดหลัง ดังต่อไปนี้:

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง

  • มีไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้ (สูงกว่า 38.0C)

  • ควบคุมการทำงานของลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะไม่ได้

การรักษาเอวเคล็ดและการวินิจฉัยโรค

แพทย์อาจไม่ทำการวินิจฉัยทันที แต่ติดตามอาการปวดจนกว่า 6 สัปดาห์และยังไม่ดีขึ้นแม้ว่าจะทำกายภาพบำบัดแล้ว การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้มาของอาการให้พบ

  • X-ray: การเอ็กซเรย์คือการแสดงภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ใช้แสดงโครงสร้างของกระดูกสันหลังและลักษณะของข้อต่อ การเอ็กซเรย์ที่กระดูกสันหลังช่วยหาสาเหตุต่าง ๆ ของอาการปวด เช่น การติดเชื้อ กระดูกหัก ฯลฯ

  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI): การวินิจฉัยด้วยการสร้างภาพโครงสร้างร่างกายแบบ 3 มิติ โดยใช้แม่เหล็กคุณภาพสูงและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ร่วมกัน สามารถแสดงระบบเส้นประสาทไขสัน รากประสาทและบริเวณโดยรอบ รวมทั้งตรวจร่องรอยการเสื่อมสภาพหรือบวมผิดปกติ

แนะนำให้ออกกำลังกายอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงการนอนราบกับเตียงเมื่อมีอาการปวดหลัง การนอนราบจะทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง และอาจเพิ่มความตึงเครียดของกล้ามเนื้อจนรู้สึกความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น และรู้สึกไม่สบายตัวได้ อาการปวดและเคล็ดมักรักษาด้วยยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในกรณีที่ปวดไม่รุนแรงถึงปานกลาง

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัด นักบำบัดจะทำการประเมินข้อมูลอาการป่วยเชิงลึกร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังช่วงเอวคนนั้น ๆ การบำบัดอาจรวมถึงการดึงหลัง การนวดเบา ๆ การบำบัดด้วยความเย็นและความร้อน การใช้อัลตราซาวนด์ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า และการยืดกล้ามเนื้อ

นักกายภาพบำบัดจะแนะนำท่าทางการออกกำลังกายสำหรับทำด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำในกรณีที่ต้องรักษาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีการแพทย์ทางเลือกที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างได้ อย่างการฝังเข็ม การทำไคโรแพรคติก การนวดและโยคะ ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อจะได้ผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ สามารถใช้ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดได้

การติดตามอาการโรคกล้ามเนื้อหลังช่วงเอวปวด หรือเคล็ด

โอกาสที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ในกรณีที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหลังช่วงเอวปวด หรือเคล็ดนั้นมีสูงมาก ผู้ป่วยมากกว่า 90% สามารถหายจากอาการปวดหรือเคล็ดกล้ามเนื้อบั้นเอวภายใน 1 เดือน แนะนำให้ใช้การประคบด้วยความร้อนและเย็นเมื่อมีอาการที่บ้าน เพื่อรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างแบบกะทันหันร่วมกับการกินยาแก้อาการอักเสบ อย่างไรก็ตามอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างสามารถเข้าสู่ภาวะเรื้อรังได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการปรับนิสัยที่ทำให้เกิดอาการปวด

คำแนะนำเพื่อป้องกันอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและเคล็ดขัดยอก:

  • ทำการเสริมความเข้มแข็งและเสถียรภาพให้กับกระดูกสันหลังด้วยการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การว่ายน้ำ การปั่นลู่จักรยาน และการเดินเร็วนับเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ดี โดยไม่ทำให้บริเวณหลังถูกใช้งานหนักเกินไป

  • ปฏิบัติตัวระหว่างยกและเคลื่อนย้ายสิ่งของอย่างถูกต้อง เช่น การนั่งยอง ๆ เพื่อยกของหนัก ไม่ก้มตัวเพื่อยกของ หรือขอให้ผู้อื่นช่วยหากวัตถุหนักเกินไปหรือขนาดใหญ่เกินไป

  • การนั่งและยืนด้วยท่าทางที่ถูกต้อง

  • เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดอักเสบ (หลอดเลือดแดงแข็งตัว) อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างและความผิดปกติของกระดูกสันหลัง

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียดถ้าเป็นไปได้

  • รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม การมีน้ำหนักตัวเพิ่มจะทำให้บริเวณหลังส่วนล่างตึงเครียดได้


นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team


Leave a Reply