โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) : อาการ สาเหตุ การรักษา ประเภท

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) คือ การติดเชื้อในโพรงไซนัสนำมาสู่การอักเสบ และการอักเสบนี้เรียกว่า ไซนัสอักเสบ  โรคไซนัสอักเสบประมาณกันว่าประชากรทั่วไป 1 ใน 8 คน  จะเป็นโรคไซนัสอักเสบในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต  อุบัติการของการเกิดไซนัสอักเสบ   มีแนวโน้มที่เกิดมากขึ้นในฤดูกาลที่มีคนเป็นไข้หวัดหรือมีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินหายใจมาก ไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในผู้ใหญ่ที่เกิดตามหลังไข้หวัดพบได้ประมาณร้อยละ 0.5-2 และในเด็กพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 สำหรับโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังนั้น  ในกลุ่มประชากรทั่วไปพบโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังประมาณร้อยละ 1.2-6 

ไซนัสนั้นคือ โพรงอากาศเล็กๆ ภายใต้หน้าผาก จมูก โหนกแก้ม และระหว่างดวงตา ไซนัสผลิตเมือกและคอยไหลวเวียน เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคนำออกจากร่างกาย เป็นการป้องกันร่างกายอย่างหนึ่ง

บางครั้งแบคทีเรียหรือสารก่อภูมิแพ้อาจทำให้เกิดเมือกมากเกินไปซึ่งก่อให้เกิดการการอุดตันของรูจมูกได้

เมือกที่มากเกินไปเป็นเรื่องปกติในกรณีที่เป็นหวัดหรือเกิดอาการแพ้ เมือกนี้สามารถเพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้แบคทีเรียและเชื้อโรคอื่น ๆ เพิ่มจำนวนในโพรงไซนัส ซึ่งนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส การติดเชื้อไซนัสส่วนใหญ่เป็นไวรัสและสามารถหายได้ใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องรักษา แต่หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นในเวลาดังกล่าวคุณควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

ภาพรวมของโรคไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบนั้นสามารถรักษาได้ ผู้ป่วยส่วนมากสามารถดีขึ้นและหายเองได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ อย่างไรก็ตามหากมีอาการไซนัสอักเสบแบบเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

หากไม่ได้รับการรักษา ไซนัสอักเสบอาจนำมาซึ่งอาการเหล่านี้ได้แก่:

  • ฝี หนองในโพรงไซนัส
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อทำให้สมองและไขสันหลังถูกทำลายได้
  • เนื้อเยื่อรอบดวงตาอักเสบ
  • กระดูกอักเสบ

ประเภทของไซนัสอักเสบ

อาการไซนัสอักเสบสามารถปรากฏได้นานถึง 4 สัปดาห์ โดยภูมิแพ้อากาศก็เป็นความเสี่ยงในการเกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลันได้เช่นกัน

ไซนัสอักเสบเรื้อรัง

ไซนัสอักเสบเรื้อรังจะปรากฏยาวนานมากกว่า 3 เดือน มักจะไม่มีความรุนแรง และการติดเชื้อจากแบคทีเรียนั้นทำให้เกิดไซนัสประเภทนี้ โดยที่ไซนัสอักเสบเรื้อรังนั้นสามารถเกิดจากอาการภูมิแพ้ถาวรหรือโครงสร้างโพรงไซนัสที่ผิดปกติ

ไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลัน

ไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลัน สามารถเกิดอาการได้ยาวนานถึง 3 เดือน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดได้แก่การติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือภูมิแพ้อากาศ

ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ไซนัสอักเสบเฉียบพลันจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ การติดเชื้อจากไวรัสนำมาสู่อาการหวัด โดยจะปรากฏอาการในช่วง 1-2 สัปดาห์ ส่วนในกรณีที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย

อาการไซนัสอักเสบ

อาการโรคไซนัสอักเสบนั้นคล้ายคลึงกับโรคหวัด โดยมีอาการดังนี้:

  • ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง
  • มีไข้
  • คัดจมูก
  • ปวดศีรษะ(headache)จากความดันในโพรงไซนัส
  • เมื่อยล้า
  • ไอ(cough)

ในการตรวจพบอาการของโรคไซนัสในเด็กเป็นการยากสำหรับพ่อแม่ แต่สามารถสังเกตได้จากสัญญาณดังต่อไปนี้:

  • มีไข้หรืออาการภูมิแพ้ไม่ดีขึ้นภายใน 14 วัน
  • อุณหภูมิร่างกายมากกว่า 39°C
  • มีน้ำมูกปริมาณมาก
  • ไอนานมากกว่า 10 วัน

อาการแบบเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลันและเรื้อรังนั้นคล้ายคึงกันมาก แต่อย่างไรก็ตามความรุนแรงของไซนัสอักเสบและระยะเวลาการเกิดนั้นสามารถผันแปรได้หลากหลาย

ความเสี่ยงที่จะเป็นไซนัสอักเสบ

ใครๆ ก็สามารถที่จะเป็นไซนัสอักเสบได้ อย่างไรก็ตามในบางปัญหาสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงสามารถเพิ่มโอกาสการเป็นไซนัสอักเสบได้ ได้แก่:

  • ผนังของเนื้อเยื่อระหว่างรูจมูกด้านขวาและซ้ายเบี่ยงเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • กระดูกงอกในจมูก
  • มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้
  • สัมผัสกับเชื้อรา
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • การสูบบุหรี่
  • การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
  • มีเสมหะข้นในปอด ทำให้เกิดเมือกหนาในปอดและเยื่อบุผิวเยื่อเมือกอื่น ๆ
  • การติดเชื้อในช่องปาก
  • การสัมผัสกับเชื้อโรคที่มีความเข้มข้นสูง ระหว่างเดินทางผ่านสายการบิน

การวินิฉัยไซนัสอักเสบ

ในการวินิจฉัยไซนัสอักเสบ แพทย์ของคุณจะสอบถามอาการและตรวจสอบร่างกาย เขาอาจจะตรวจสอบความดันและกดจุดบนใบหน้าและแก้ม และสำรวจจมูกเพื่อดูสัญญาณของการอักเสบ

ส่วนมากแพทย์จะสามารถวินิจฉัยว่าไซนัสอักเสบเกิดจากอะไรได้จากอาการของผู้ป่วยและผลการตรวจสอบทางร่างกาย

อย่างไรก็ตามในกรณีที่เป็นไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง แพทย์จะแนะนำให้ทำการฉายภาพเพื่อตรวจสอบโพรงจมูกและไซนัส ในการทดสอบนี้สามารถตรวจสอบการคั่งของน้ำเมือกและโครงสร้างที่ผิดปกติได้ อย่างเช่นติ่งในโพรงจมูก

การใช้ซีทีสแกน (CT scan) จะให้ภาพ 3 มิติ ของโพรงไซนัส ส่วนเอ็มอาร์ไอ MRI นั้นจะใช้คลื่นแม่เหล็กในการทำให้เห็นภาพโครงสร้างภายในของไซนัส

แพทย์อาจจะทำการส่องดูโพรงจมูกด้วยอุปกรณ์ที่สามารถทำให้เห็ด้านในโพรงจมูกและไซนัส โดยตัวอย่างที่ได้รับระหว่างการส่องกล้องสามารถนำไปตรวจสอบการติดเชื้อได้

การวินิจฉัยอื่นๆ ได้แก่ การทดสอบภูมิแพ้ การทดสอบเลือดเพื่อหาความบกพร่องของภูมิคุ้มกัน อย่างเช่น HIV

การรักษาไซนัสอักเสบ

การบรรเทาอาการคัดจมูก

การคัดจมูกเป็นอาการโดยทั่วไปของไซนัสอักเสบ ในการลดความเจ็บปวดโพรงจมูก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ บนใบหน้าและหน้าผากวันละหลายครั้ง การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยล้างเมือกเหนียวออกจากจมูก

ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้เพื่อคงความชุ่มชื้นและทำให้เมือกในโพรงไซนัสเบาบางลง รวมถึงการใช้ยารักษาที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปร่วมด้วยอย่าง Guaifenesin ที่ทำให้เมือกนั้นน้อยลง

เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศอย่างเช่นห้องนอน หรือการเปิดฝักบัวในห้องน้ำและปิดประตูเพื่อให้เกิดไอน้ำในระหว่างที่คุณอยู่ในห้องน้ำ

การใช้สเปรย์ซอร์ติโคสเตียรอยด์สำหรับโพรงจมูก โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ในการรักษา

การบรรเทาอาการเจ็บปวด

การติดเชื้อในไซนัสอาจทำให้ปวดศีรษะไซนัสหรือความดันในหน้าผากและแก้ม ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไปสามารถช่วยลดอาการปวดลงได้ เช่น Acetaminophen และ Ibuprofen เป็นต้น

ยารักษาไซนัสอักเสบแบบปฎิชีวินะ

ถ้าอาการไซนัสอักเสบไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ บ่งบอกว่าคุณติดเชื้อจากแบคทีเรีย และควรไปพบแพทย์ คุณอาจจะต้องการการให้ยาปฎิชีวนะ ถ้าคุณมีอาการไซนัสอักเสบไม่ดีขึ้นภายใน 2 -3 สัปดาห์ โดยอาการประกอบไปด้วย มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ ปวดใบหน้า ปวดหัว โพรงจมูกอักเสบ ตาบวม หรือมีไข้

ถ้าคุณได้รับยาปฏิชีวนะ คุณจะต้องรับประทานยา 3 – 14 วัน โดยขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา โปรดอย่าหยุดรับประทานยาก่อนกำหนด เพราะจะทำให้การรักษาไม่สมบูรณ์

แพทย์จะทำการนัดพบเพื่อตรวจติดตามอาการเป็นระยะ จนกว่าอาการไซนัสอักเสบของคุณจะดีขึ้น แพทย์อาจจะมีการทดสอบภูมิแพ้ร่วมด้วยเพื่อหาสิ่งที่ชักนำให้เกิดอาการไซนัสอักเสบ

การผ่าตัด

การผ่าตัดเพื่อเคลียร์ไซนัส เช่น กระดูกงอกในจมูก วิธีนี้จะใช้ในเมื่ออาการไซนัสอักเสบไม่บรรเทาลงและยังคงเรื้อรัง

การป้องกันโรคไซนัสอักเสบ

เนื่องจากอาการไซนัสอักเสบสามารถพัฒนาต่อได้หลังจากเกิดอาการไข้หวัดหรืออาการภูมิแพ้ ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีและการลดการสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ เพื่อลดความเสี่ยงสิ่งที่ควรทำมีดังนี้:

  • รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี 
  • กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผลไม้และผัก
  • ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ
  • ลดการสัมผัสกับ สารเคมี ละอองเกสร และสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ
  • ใช้ยา Antihistamine บรรเทาโรคภูมิแพ้และหวัด(common cold)
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

นี่คือลิงค์แหล่งที่มาของบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply