รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) : อาการ สาเหตุ การรักษา การวินิจฉัย

รูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) คือ อาการผิดปกติที่เกิดจากภูมิแพ้ตัวเอง ที่ส่งผลให้คุณมีอาการปวดตามข้อและทำลายส่วนอื่นๆในร่างกาย

การที่ข้อต่อมีความเสียหายมาจากรูมาตอยด์สามารถเกิดได้ทุกส่วนในร่างกาย

ดังนั้นหากคุณมีอาการปวดข้อต่อในส่วนใดส่วนหนึ่งของแขนหรือขาทั้งสองด้านซ้ายขวาเหมือนกัน นั่นอาจเป็นแนวทางให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่าคุณเป็นรูมาตอยด์ จากอาการข้ออักเสบ การรักษารูมาตอยด์จะทำได้ดีที่สุดเมื่อคุณพบอาการรูมาตอยด์โดยเร็ว สิ่งนี้สำคัญมากในการตรวจสอบสัญญาณของโรค 

จากสถิติสำหรับประเทศทางเอเชียรวมทั้งประเทศไทยพบได้บ่อยประมาณร้อยละ 0.3 ดังนั้นถ้าคิดจากจำนวนประชากรประเทศไทย คาดว่าน่าจะมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 180,000 คน แต่เชื่อว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมไม่เกิน 50,000 คน 

รูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)

อาการรูมาตอยด์

รูมาตอยด์ (RA) เป็นอาการผิดปกติที่เกิดอย่างเรื้อรังโดยมีอาการอักเสบและปวดบริเวณข้อต่อ อาการรูมาตอยด์สามารถส่งผลต่อหลายๆ อวัยวะในร่างกาย อาการเกี่ยวกับข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้แก่:

  • ปวดข้อต่อ
  • ข้อต่อบวม
  • ข้อต่อฝืด
  • การสูญเสียการทำงานร่วมกันของข้อต่อ

อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงอาการรุนแรง หากเกิดอาการนี้คุณไม่ควรจะเพิกเฉย การที่รู้อาการเริ่มแรกของรูมาตอยด์นั้นจะช่วยให้คุณจัดการและทำการรักษาโรคนี้ได้ดี

การวินิจฉัยโรครูมาตอยด์

การวินิจฉัยโรครูมาตอยด์นั้นสามาถใช้วิธีการที่หลากหลายได้ในยืนยันผลการตรวจสอบเพื่อ ผู้เชี่ยวชาญอาจใช้เครื่องมือบางประการในการตรวจสอบ

ขั้นตอนแรกแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะสอบถามเกี่ยวกับอาการและประวัติการรักษาของผู้ป่วย พร้อมกับทำการตรวจร่างกายโดยทั่วไปและตรวจกายภาพของข้อต่อ ขั้นตอนนี้ประกอบไปด้วย:

  • มองหาการอักเสบหรือบวมตามข้อต่อ
  • ตรวจสอบการทำงานของข้อต่อและการเคลื่อนไหว
  • สัมผัสและกดจุดเพื่อหาบริเวณที่เจ็บปวด
  • ทดสอบรีเฟล็กซ์และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

หากมีอาการของรูมาตอยด์ ควรจะเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ไม่มีการทดสอบที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยรูมาตอยด์ได้โดยใช้วิธีเดียว แพทย์จะใช้วิธีการหลายอย่างในการวินิจฉัยอาการรูมาตอยด์ อาจจะทดสอบเลือดด้วยสารบางอย่างเช่น แอนติบอดี้ หรือตรวจสอบระดับของสารบางอย่าง

 หรือแพทย์อาจจะใช้การตรวจสอบด้วยการฉายภาพร่วมด้วย ได้แก่ อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) เอ็กซเรย์ (X-ray) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI)

การทดสอบไม่ได้เพียงแต่ทำให้รู้ว่าข้อต่อถูกทำลาย แต่ทำให้เห็นถึงระดับความเสียหายของข้อต่อที่ถูกทำลายด้วย การติดตามอาการรูมาตอยด์ในระบบอวัยวะอื่นๆ จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในบางกรณีเท่านั้น

การรักษาโรครูมาตอยด์

ยังไม่มีวิธีรักษาโรครูมาตอยด์ แต่ว่ามีอยู่หลายวิธีที่จะช่วยให้คุณจัดการกับรูมาตอยด์ การรักษารูมาตอยด์จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและแพทย์เพื่อรักษาตามอาการและชะลอการลุกลามของรูมาตอยด์

ไม่นานมานี้ แนวทางการรักษารูมาตอยด์ได้พัฒนาในเรื่องผลลัพธ์และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ดีขึ้น การรักษารูมาตอยด์ที่ตรงจุดเป็นวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญเลือกใช้สำหรับผู้ป่วย แนวทางการรักษามีดังนี้:

  • การทดสอบเฉพาะที่สามารถตรวจสอบระยะของโรคได้
  • การทดสอบเฟสรีแอคแทนซ์ เพื่อประเมินการรักษาและแผนการจัดการโรค
  • การใช้ยารักษารูมาตอยด์

การรักษารูมาตอยด์ช่วยจัดการความเจ็บปวดและควบคุมอาการอักเสบ บรรเทา และลดอาการอักเสบ โดยการรักษานี้จะช่วยป้องกันการลุกลามของรูมาตอยด์และการทำลายอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การรักษาประกอบไปด้วย:

  • ยา
  • การรักษาด้วยตนเองที่บ้าน
  • การควบคุมอาหาร
  • การออกกำลังกายบางประเภท

ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย สำหรับผู้คนจำนวนมาก การรักษานี้ช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่จะเกิดในระยะยาว

ยารักษาโรครูมาตอยด์

ยารักษารูมาตอยด์มีอยู่หลากหลายชนิด บางชนิดช่วยลดอาการเจ็บปวดและการอักเสบจากรูมาตอยด์ ยาบางชนิดช่วยลดการลุกลามและจำกัดความเสียหายของข้อต่ออันเกิดจากรูมาตอยด์

ต่อไปนี้เป็นยาบรรเทาอาการจากรูมาตอยด์ที่หาซื้อได้ทั่วไป:

  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
  • คอร์ติซอลสเตียรอยด์(Corticosteroids)
  • อาซีตามิโนเฟน (Acetaminophen)

ยาที่ช่วยชะลอการถูกทำลายอวัยวะจากโรครูมาตอยด์ได้แก่:

  • ยาต้านโรคไขข้ออักเสบ (DMARDs) ยานี้ออกฤทธิ์ในการต้านทานการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยในการชะละการเกิดรูมาตอยด์
  • ยาต้านโรคไขข้ออักเสบแบบตรงจุด (Biologic DMARDs) จะออกฤทธิ์ในการลดการอักเสบมากกว่า DMARDs ยานี้จะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อ DMARDs.
  • ยาจานัสไคเนส อินฮิบิเตอร์ (JAK)  เป็นยา DMARDs ชนิดใหม่ ที่สามารถต้านทานการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของรางกายได้ในบางส่วน สามารถช่วยในการป้องกันการอักเสบและหยุดการทำลายข้อต่อจากรูมาตอยด์ เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา DMARDsและ Biologic DMARDs

ประเภทของรูมาตอยด์

การทราบประเภทของรูมาตอยด์จะช่วยให้แพทย์ผู้รักษาเลือกวิธีที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วย

ประเภทของรูมาตอยประกอบไปด้วย:

  • รูมาตอยด์แบบติดเชื้อ (Seropositive RA) หากผู้ป่วยมีเชื้อรูมาตอยด์ที่ไขกระดูก เมื่อตรวจเลือดเพื่อหารูมาตอยด์จะพบว่ามีผลทางบวก และแสดงว่าผู้ป่วยมีแอนติบอดี้ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันส่งผลต่อการทำลายข้อต่อ
  • รูมาตอยด์จากน้ำเหลือง เมื่อตรวจเลือดเพื่อหารูมาตอยด์จะพบว่ามีผลทางลบ แต่คุณยังคงมีอาการของรูมาตอยด์  แสดงว่าแอนติบอดี้ของคุณมีการพัฒนาและเปลี่ยนสภาพไป
  • โรคไขข้ออักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (JIA) เกิดขึ้นได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถุงอายุ 17 ปี อาการนี้จะเหมือนกับรูมาตอยด์โดยทั่วไป แต่จะมีอาการดังนี้ร่วมด้วย ได้แก่ อาการตาอักเสบ และปัญหาด้านกายภาพอื่นๆ

โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร

สาเหตุที่แท้จริงของรูมาตอยด์ยังไม่มีการค้นพบ แต่จะมีปัจจัยบางประการที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นรูมาตอยด์ได้

ปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นรูมาตอยด์:

  • เพศหญิง
  • สมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นรูมาตอยด์

ปัจจัยเหนี่ยวนำที่ทำให้เกิดรูมาตอยด์:

  • การสัมผัสกับแบคทีเรียบางชนิด ได้แก่ เพอริโอเดนทัล เป็นต้น
  • เคยติดเชื้อไวรัส เอพสตีน บาร์ ( Epstein-Barr virus) ด้วยสาเหตุโมโนนิวคลิโอซิส
  • การบาดเจ็บจากการแตกหักของกระดูกหรือข้อต่อ รวมถึงความเสียหายของเอ็น
  • การสูบบุหรี่
  • ความอ้วน (diabesity)

นี่คือลิงค์ที่มาของแหล่งบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply