การชาปลายนิ้ว

การชาปลายนิ้ว (Raynaud’s disease) : อาการ สาเหตุ การป้องกัน

อาการชาปลายนิ้ว หรือโรคเรย์เนาด์ (Raynaud’s disease) คือ ความผิดปกติที่ร่างกายของคุณบางส่วน เช่น นิ้วมือ และนิ้วเท้ารู้สึกชา และเย็น เมื่อต้องพบกับอากาศหนาวยเย็นหรือสภาวะตึงเครียด มีการตอบสนองโดยทำให้หลอดเลือดแดงขนาดเล็กที่ส่งเลือดไปยังผิวหนังแคบลงทำให้บริเวณนั้นๆ มีการไหลเวียนของโลหิตได้ไม่ดี ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ และดูเหมือนจะพบได้บ่อยในผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด

อาการชาปลายนิ้วมือ

อาการและสัญญาณของโรคนี้ได้แก่

  • นิ้วมือ หรือนิ้วเท้าเย็น
  • สีผิวเปลี่ยนไปตามความหนาวเย็นหรือความเครียด
  • มีอาการชา รู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ปลายนิ้วชา
  • เจ็บปลายนิ้วเหมือนเข็มทิ่ม

เมื่ออาการกำเริบบริเวณที่ได้รับผลกระทบมักจะเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อน จากนั้นมักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และรู้สึกหนาวและชา  ไม่ว่าจะเป็นอาการชาปลายนิ้วมือ แม้ว่าโรคนี้มักจะส่งผลกระทบต่อนิ้วมือและนิ้วเท้ามากที่สุด แต่ก็อาจส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ด้วย เช่น จมูก ริมฝีปาก หู และหัวนม หลังจากอบอุ่นร่างกายแล้ว ต้องรอเวลาอีก15 นาที เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ตามปกติ

สาเหตุของอาการชาปลายนิ้วมือ

แม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการชาปลายนิ้วมือ แต่ดูเหมือนว่าเส้นเลือดในมือ และเท้าจะตอบสนองต่ออุณหภูมิที่เย็นจัด หรือความเครียดที่มากเกินไป

เส้นเลือดหดตัว

เมื่ออาการกำเริบหลอดเลือดแดงที่นิ้วมือและนิ้วเท้าเมื่อสัมผัสกับความเย็น หรือความเครียดทำให้หลอดเลือดของคุณแคบลงและการไหลเวียนของเลือดแย่ลง แต่จะดีขึ้นในไม่ช้า

อากาศเย็นจัดมักจะทำให้อาการกำเริบ เช่น การวางมือลงในน้ำเย็น การหยิบของจากช่องแช่แข็ง หรือการอยู่ในอากาศเย็นเป็นตัวกระตุ้นได้ดีที่สุด แต่ความเครียดเองก็สามารถกระตุ้นให้เกิดได้

โรคเรย์เนาด์หรืออาการชาปลายนิ้วแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ

  • Primary Raynaud’s phenomenon ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อย (ส่วนใหญ่ระหว่าง 15-30 ปี) อาการมักจะเกิดที่บริเวณนิ้วอื่น ๆ ของมือ โดยบริเวณนิ้วหัวแม่มือมักจะยังปกติ เมื่อทำการตรวจบริเวณ nailfold capillaries รวมไปถึงการตรวจค้นหาสาเหตุต่าง ๆ เช่น peripheral vascular disease, digital ischemic injury ก็มักจะไม่พบความผิดปกติ และเมื่อตรวจวัด erythrocyte sedimentation rate หรือ anti-nuclear antibody (ANA) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะพบว่าปกติหรือมี titer ต่ำ คือไม่เกิน 1:40 (แต่ปัจจุบันถือว่าไม่จำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย) จากการสำรวจทางระบาดวิทยาของโรคพบว่า ผู้ป่วยประมาณ 30-50% จะมีญาติใกล้ชิด (first-degree relative) ที่เป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจัยในแง่ของพันธุกรรมที่ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ด้วย
  • Secondary Raynaud’s phenomenon ผู้ป่วยบางรายที่มีโรคเริ่มต้นเป็นโรคอื่นอาจมีอาการและอาการแสดงเริ่มต้นด้วย Raynaud’s phenomenon ได้ โรคที่มักพบเป็นสาเหตุของอาการในกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม connective tissue diseases โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรค systemic sclerosis (scleroderma) ซึ่งจากการศึกษาหนึ่งพบว่า จากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็น primary Raynaud’s phenomenon ทั้งสิ้น 3,029 คน มีผู้ป่วยถึง 37.2% ที่พบในภายหลังว่าเป็นโรคในกลุ่ม connective tissue diseases โดยมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่จะช่วยทำนายการมีโรคที่เป็นสาเหตุ พบว่าผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการในช่วงอยู่ใกล้ 40 ปี มีอาการเกิดขึ้นบ่อย และการตรวจพบว่ามีความผิดปกติที่บริเวณ capillaries ของ nailfold บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มจะเป็น secondary Raynaud’s phenomenon จาก connective tissue diseases โดยเฉพาะอย่างยิ่ง scleroderma ตรงกันข้ามหากตรวจไม่พบความผิดปกติของ nailfold capillaries ร่วมกับไม่พบมี specific antibodies สำหรับในโรค scleroderma ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดเป็นโรค scleroderma น้อยมากคือ ราวร้อยละ 2

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์เนาด์

ปัจจัยเสี่ยงต่อ Primary Raynaud’s ได้แก่

  • เพศ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
  • อายุ พบในช่วงอายุ 15 – 30 ปี
  • สภาพภูมิอากาศ พบได้ในพื้นที่อากาศเย็นจัด
  • พันธุกรรม หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น

ปัจจัยเสี่ยงต่อ Secondary Raynaud’s ได้แก่

  • ปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ เช่น Scleroderma และ lupus
  • อาชีพบางอย่าง หรืองานที่ทำให้ได้รับความบาดเจ็บซ้ำๆ
  • การสัมผัสกับสารบางชนิด เช่นไวนิลคลอไรด์ หรือการสูบบุหรี่

การป้องกันโรคเรย์เนาด์

วิธีป้องกันอาการกำเริบมีดังนี้

  • เมื่ออากาศหนาวควรทำร่างกายให้อบอุ่นด้วยการสวมหมวก ผ้าพันคอ ถุงเท้ารองเท้าบูท และถุงมือสองชั้นก่อนออกไปข้างนอก สวมเสื้อโค้ทที่มีผ้าพันแขนเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นมาถึงมือคุณ
  • ใช้น้ำยาอุ่นมือ สวมที่ปิดหูกันหนาว และหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันปลายจมูกและติ่งหูสัมผัสกับความเย็น
  • อุ่นรถของคุณ เปิดเครื่องทำความร้อนในรถสักครู่ ก่อนขับรถในสภาพอากาศหนาวเย็น
  • สวมถุงมือเมื่อนำอาหารออกจากตู้เย็น หรือช่องแช่แข็ง และการสวมถุงมือและถุงเท้าเข้านอนในช่วงฤดูหนาวจะช่วยได้อย่างมาก
  • ปรับเครื่องปรับอากาศไว้ที่อุณหภูมิที่อุ่นขึ้น รวมถึงใช้แก้วน้ำที่มีฉนวนหุ้ม

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply