โรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer): สาเหตุ อาการ การรักษา

โรคมะเร็งปากมดลูก  (Cervical Cancer)  คือ มะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก ปากมดลูกเป็นส่วนที่มีลักษณะเป็นท่อที่เชื่อมต่อส่วนล่างของมดลูกของผู้หญิงเข้ากับช่องคลอด มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เริ่มต้นในเซลล์บนพื้นผิวของปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูก  (Cervical Cancer)
โรคมะเร็งปากมดลูก  (Cervical Cancer)

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ Human papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกันที่ทำให้เกิดกับโรคหูดหงอนไก่ เชื้อ HPV มีประมาณ 100 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน มีเพียงบางประเภทเท่านั้นที่ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก เชื้อไวรัสชนิด HPV ที่ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มี 2 ชนิด คือ HPV-16 และ HPV-18

การติดเชื้อ HPV ที่ก่อให้เกิดเป็นมะเร็งไม่ได้หมายความว่าอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูก ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะกำจัดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ ภายในสองปี

เชื้อไวรัส HPV ยังสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งอื่น ๆ ในผู้หญิงและผู้ชาย เช่น:

  • มะเร็งปากช่องคลอด
  • มะเร็งช่องคลอด
  • มะเร็งอวัยวะเพศชาย
  • มะเร็งทวารหนัก
  • มะเร็งลำไส้ตรง

อาการเริ่มแรกมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกอาจทราบว่าตนเองเป็นโรคตั้งแต่ต้นเพราะอาการเบื้องต้นมะเร็งปากมดลูกจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะเข้าถึงภาวะมีอาการ บางรายอาจคิดว่าเป็นอาการทั่วไปคล้ายกับอาการปวดประจำเดือนและหรืออาจเป็นอาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs)

อาการของคนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกโดยทั่วไปคือ:

  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ในระหว่างช่วงเวลาหลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือช่วงหลังหมดประจำเดือน
  • ตกขาวที่มีลักษณะเป็นสีเหลืองหรือมีกลิ่นแตกต่างไปจากปกติ
  • ปวดในกระดูกเชิงกราน
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • ปวดในระหว่างถ่ายปัสสาวะ
  • มะเร็งลำคอ

การรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาได้หากตรวจพบเร็ว การรักษาหลัก ๆ มี 4 ทางเลือก ได้แก่:

  • การผ่าตัด (surgery)
  • การบำบัดด้วยรังสี (radiation therapy)
  • ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) 
  • การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

บางครั้งการรักษาเหล่านี้จะใช้รักษาร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การผ่าตัด (surgery)

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดคือการกำจัดมะเร็งให้ได้มากที่สุด แพทย์จะผ่าตัดและกำจัดเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก เพื่อป้องกันเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ การผ่าตัดอาจเกี่ยวข้องกับการตัดปากมดลูกและอวัยวะอื่น ๆ บริเวณกระดูกเชิงกราน

รังสีบำบัด (radiation therapy)  

การฉายรังสีฆ่าเซลล์มะเร็งด้วยรังสีเอกซ์พลังงานสูง สามารถส่งผ่านจากเครื่องมือจากนอกร่างกาย และนอกจากนี้ยังสามารถส่งรังสีจากภายในร่างกายโดยใช้ท่อโลหะวางไว้บริเวณมดลูกหรือช่องคลอด

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดใช้ยาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย แพทย์ให้การรักษานี้เป็นรอบ คือจะได้รับเคมีบำบัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจะหยุดการรักษาเพื่อให้เวลาร่างกายฟื้นตัว

การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy)

Bevacizumab (Avastin) เป็นยาตัวใหม่ที่ทำงานในรูปแบบที่ต่างจากเคมีบำบัดและการฉายรังสี ซึ่งจะบล็อกการเจริญเติบโตของเส้นเลือดใหม่ที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตและอยู่รอด ยานี้มักใช้ร่วมกับการทำเคมีบำบัด

ระยะของโรคมะเร็งปากมดลูก

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย แพทย์จะบอกระยะของมะเร็ง และตรวจสอบดูว่ามะเร็งแพร่กระจายหรือไม่ และตรวจสอบระยะเวลาของอาการ การทราบระยะของมะเร็งสามารถช่วยให้แพทย์ค้นหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้

โรคมะเร็งปากมดลูก มี 4 ระยะ:

ระยะที่ 1: มะเร็งยังมีขนาดเล็ก เซลล์มะเร็งอาจแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง แต่ไม่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ระยะที่ 2: มะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น และแพร่กระจายออกไปนอกมดลูกและปากมดลูกหรือต่อมน้ำเหลือง แต่ไม่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ระยะที่ 3: มะเร็งแพร่กระจายไปยังส่วนล่างของช่องคลอดหรือกระดูกเชิงกราน และอาจปิดกั้นท่อไตท่อที่นำปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ระยะที่ 4: มะเร็งอาจแพร่กระจายออกไปนอกกระดูกเชิงกรานสู่อวัยวะต่างๆ เช่น ปอด กระดูกหรือตับ

มะเร็งปากมดลูกและการตั้งครรภ์

หากเป็นมะเร็งปากมดลูกในขณะที่ตั้งครรภ์ โรคมะเร็งส่วนใหญ่ที่พบในระหว่างตั้งครรภ์และจะถูกตรวจพบในช่วงระยะแรก การรักษาโรคมะเร็งในขณะตั้งครรภ์อาจมีความซับซ้อน แพทย์สามารถตัดสินใจในการรักษาโดยขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็งและระยะเวลาที่ตั้งครรภ์

หากมะเร็งอยู่ในระยะเริ่มต้นอาจรอให้คลอดก่อนที่จะเริ่มมีการรักษา สำหรับกรณีของโรคมะเร็งขั้นสูงที่ต้องการการรักษามดลูกหรือการฉายรังสีอาจจะต้องตัดสินใจว่าจะตั้งครรภ์ต่อไปหรือไม่ แพทย์อาจทำการคลอดทารกให้เร็วที่สุ

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

Pap smear เป็นการตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยแพทย์จะทำการทดสอบเพื่อใช้วินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ในการทำการทดสอบแพทย์ของคุณจะทำการเก็บตัวอย่างเซลล์จากผิวปากมดลูกของคุณ เซลล์เหล่านี้จะถูกส่งไปยังห้องแล็บเพื่อทดสอบการเปลี่ยนแปลงของมะเร็งหรือเซลล์มะเร็งและดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

หากพบการเปลี่ยนแปลงแพทย์อาจแนะนำวิธี colposcopy ซึ่งเป็นขั้นตอนสำหรับการตรวจปากมดลูก ในระหว่างการทดสอบแพทย์อาจทำการตรวจชิ้นเนื้อซึ่งเป็นตัวอย่างของเซลล์ปากมดลูกร่วมด้วย

การตรวจโรคมะเร็งปากมดลูกสำหรับผู้หญิงตามช่วงอายุ:

  • อายุ 21 ถึง 29 ปี : ควรรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกหรือ Pap smear  ทุกสามปี
  • อายุ 30 ถึง 65 ปี : ควรรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกหรือ Pap smear ทุกๆสามปี และรับการตรวนเชื้อ HPV ที่มีความเสี่ยงสูง (HRHPV) ทุก 5 ปี หรือรับ Pap smear บวกกับการทดสอบ HRHPV ทุก 5 ปี

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูก

การได้รับเชื้อ HPV เป็นความเสี่ยงที่เสี่ยงที่สุดสำหรับมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่:

  • ไวรัสเอชไอวี (HIV)
  • หนองในเทียม
  • การสูบบุหรี่
  • ความอ้วน
  • ประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก
  • รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้น้อยเกินไป
  • กินยาคุมกำเนิด
  • มีการตั้งครรภ์ครบ 3 ครั้ง
  • ตั้งครรภ์ครั้งแรกตอนอายุน้อยกว่า 17 ปี

การคาดการโรคมะเร็งปากมดลูก

สำหรับมะเร็งปากมดลูกที่อยู่ในระยะแรกอัตราการรอดชีวิตคือ 92 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมะเร็งแพร่กระจายภายในบริเวณอุ้งเชิงกรานอัตราการรอดชีวิตในอีก 5 ปีจะลดลงเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ หากมะเร็งแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโอกาสที่จะอยู่รอดเพียง 17 เปอร์เซ็นต์

การผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก

การผ่าตัดประเภทต่าง ๆ การรักษามะเร็งปากมดลูก ซึ่งแพทย์จะแนะนำตามระยะอาการว่ามะเร็งแพร่กระจายไปมากน้อยแค่ไหน

  • การรักษาด้วยความเย็นเป็นการแช่แข็งเซลล์มะเร็งด้วยการใช้เครื่องมือจ่อบริเวณที่ปากมดลูก
  • การทำศัลยกรรมเลเซอร์โดยการฉายแสงมะเร็งปากมดลูกเพื่อเผาไหม้เซลล์ที่ผิดปกติด้วยลำแสงเลเซอร์
  • Conization การกำจัดส่วนที่เป็นรูปทรงกรวยของปากมดลูกโดยใช้มีดผ่าตัด, เลเซอร์หรือลวดเส้นบาง ๆ ที่จี้ด้วยความร้อนไฟฟ้า
  • การตัดมดลูกออกจะทำให้มดลูกและปากมดลูกทั้งหมดหายไป เมื่อตัดส่วนบนของช่องคลอดออกก็จะเรียกว่าการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน
  • Trachelectomy จะเอาปากมดลูกและส่วนบนสุดของช่องคลอดออกจากมดลูก แต่ให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้หญิงสามารถยังคงมีลูกได้ในอนาคต
  • การผ่าตัดอุ้งเชิงกรานแบบกว้างจะเป็นการตัดมดลูก, ช่องคลอด, กระเพาะปัสสาวะ, ไส้ตรง, ต่อมน้ำเหลืองและส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มะเร็งมีการแพร่กระจาย

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกคือการได้รับการตรวจเป็นประจำด้วยการตรวจ Pap smear หรือการทดสอบ HRHPV การตรวจสอบโดยจะทำการเลือกเซลล์มะเร็งเพื่อให้สามารถรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง

การติดเชื้อ HPV เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ การติดเชื้อนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน Gardasil และ Cervarix การฉีดวัคซีนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นยังไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงสามารถฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV นี้ได้

และนี่คือวิธีอื่น ๆ ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV และมะเร็งปากมดลูก:

  • จำกัดจำนวนคู่นอน
  • ใช้ถุงยางอนามัยหรือใช้วิธีป้องกันอื่น ๆ เสมอเมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดช่องปากหรือทวารหนัก

ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

ปวดหัว (Headache) หรือ ปวดศีรษะ: อาการ สาเหตุ การรักษา

การปวดศีรษะ (Headache) หรือการปวดหัวบ่อย ๆ เป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนในทุกเพศและทุกวัย โดยอาการปวดหัวนั้นจะเกิดขึ้นบริเวณศรีษะหรือคอส่วนบน อาการปวดหัว นั้นอาจจะมีอาการปวดที่ไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดขั้นรุนแรง โดยอาการปวดที่รุนแรงนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันต่าง ๆ ได้ 

ปวดหัว (Headache)
ปวดหัว (Headache)

ปวดหัวเกิดจากสาเหตุอะไร

สาเหตุหลักของอาการปวดหัว

แพทย์ได้จำแนกสาเหตุของอาการปวดหัวไว้มากมายว่า ปวดหัวเกิดจากอะไรบ้าง

สาเหตุการปวดหัวหลักนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เงื่อนไขทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่จะมีผลสืบเนื่องมาจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง เช่น การปวดไมเกรน ปวดแบบคลัสเตอร์ และอาการเครียด 

สาเหตุรองของการปวดหัว

สาเหตุรองของการปวดหัวนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับอาการป่วย หรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นและส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว โดยโรคต่าง ๆ ดังนี้ที่อาจจะก่อให้เกิดอาการปวดหัวได้ 

เนื้องอกในสมอง หรือหลอดเลือดในสมองโป่ง 

การเกิดเนื้องอกในสมอง เกิดการกดทับเนื้อเยื่อในสมองทำให้เกิดการบกวนการทำงานของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงผลข้างเคียงอื่น ๆ

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของคอส่วนบน 

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของคอส่วนบน ที่อาจจะมีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพไปตามวัย หรือมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บทำให้ข้อต่อเกิดการอักเสบ หรือการกดทับปมประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวตั้งแต่คอจนไปถึงปวดขมับทั้งสองข้าง

การใช้ยาบางประเภทเป็นเวลานานเกินไป หรือมากเกินขนาด

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีการใช้ยาแก้อาการปวดหัวบางประเภท เช่น Hydrocodone ปริมาณมากเกินไป และมีการลดปริมาณลง หรือหยุดการใช้ยาภายหลัง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ปวดหัว คลื่นไส้

สมองได้รับการกระทบกระเทือน

หากผู้ป่วยเคยประสบอุบัติเหตุที่ทำให้สมองเกิดการกระทบกระเทือน นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดหัวบ่อยได้ 

ไซนัส

สาเหตุของการปวดหัวจากเยื่อบุไซนัสมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ไซนัสมีการบวม หรืออักเสบส่งผลให้เกิดการปวดหัวและกระบอกตา

ประเภทของการปวดหัว

ประเภทของการปวดหัวมีอยู่หลายแบบด้วยกัน  แต่สามารถแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ปวดหัวจากการตึงเครียด

ปวดหัวจากความเครียดนั้นพบได้โดยทั่วไป และมักจะพบในเพศหญิงอายุช่วง 20 ปี การปวดหัวประเภทนี้ ผู้ปวดจะมีความรู้สึกเหมือนกับมีสิ่งบีบรัดอยู่รอบศีรษะ โดยมีสาเหตุมาจากการตึงของกล้ามเนื้อต้นคอและหนังศีรษะ การยศาสตร์ในการนั่งที่ไม่ถูกต้องและความเครียดเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดหัวประเภทนี้

การปวดหัวจากการตึงเครียดนั้น เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ไปจนถึงยาวนานตลอดทั้งวัน และมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการปวดหัวแบบนี้ซ้ำได้อีก

ปวดหัวแบบคลัสเตอร์

การปวดหัวแบบคลัสเตอร์นั้นไม่ใช่การปวดหัวอย่างรุนแรง แต่จะมีอาการปวดหัวข้างเดียวบ่อยๆ หรือปวดในส่วนของกระบอกตา การปวดหัวแบบนี้จะทำให้ปวดบริเวณตาและมีอาการคัดจมูก การปวดหัวแบบคลัสเตอร์มักจะขยายเวลาการปวดหัวออกไปได้ยาวนาน ซึ่งสามารถยาวนานได้ถึง 6 สัปดาห์

การปวดหัวแบบคลัสเตอร์สามารถเกิดได้ในทุกๆวัน และสามารถเกิดได้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน สาเหตุของการปวดหัวประเภทนี้ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัด แต่อย่างไรก็ตามการปวดหัวแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้ยาก แต่มักจะพบในเพศชายอายุระหว่าง 20 – 40 ปี

การปวดหัวไมเกรน

การปวดหัวไมเกรนนั้นสามารถทำให้มีอาการปวดตึบๆ และรู้สึกปวดแบบบีบรัดได้ โดยมักจะเกิดที่ศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง การปวดหัวแบบไมเกรนนั้นสามารถแบ่งได้เป็นอีกหลายแบบเช่นกัน แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงการปวดหัวไมเกรนแบบโครนิกไมเกรน การปวดหัวแบบนี้จะปรากฏนานถึง 15 วัน หรือมากกว่านั้นตลอดระยะเวลา 1 เดือน 

การปวดหัวไมเกรนแบบครึ่งซีกนั้นมีอาการคล้ายกับการปวดหัวแบบเป็นอัมพาตที่พบในสโตรค ผู้ที่เป็นไมเกรนสามารถที่จะไม่มีอาการปวดหัวร่วมด้วย แต่อาจจะมีอาการอื่นๆ เช่น การคลื่นไส้ อาเจียน  มองเห็นได้ไม่ชัดเจน และเวียนศีรษะ แต่ไม่มีอาการปวดหัว

การปวดหัวแบบรีบาวด์

การปวดหัวแบบรีบาวด์มักจะพบในผู้ที่หยุดใช้ยาระงับอาการปวดหัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ปวดหัวประเภทนี้มักจะพบในผู้ที่เคยใช้ยาดังต่อไปนี้ อะซีตามิโนเฟน,ทริปเทนส์, เออร์โกทาร์ไมน์ และยาอื่นๆ เช่น ไทลินอลที่มีส่วนผสมของโคดีน

การปวดหัวเหมือนฟ้าผ่า

การปวดหัวเหมือนฟ้าผ่านี้จะเกิดโดยกระทันหันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว อาการเหล่านี้มักจะปรากฏขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน สามารถเกิดได้ยาวนาน 5 นาที โดยการปวดหัวแบบนี้เป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง หากคุณมีอาการนี้คุณควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที 

ลักษณะอาการที่บ่งบอกว่าเป็นการปวดหัวประเภทใด

การปวดหัวจากการตึงเครียด

การปวดหัวจากการตึงเครียดจะประกอบไปด้วยลักษณะอาการดังนี้

  • ตึงที่คอ
  • ปวดหัว
  • เจ็บที่หนังศีรษะ
  • ตึงบริเวณไหล่
  • เจ็บบีบรัดหรือปวดบริเวณหน้าผาก โดยสามารถลุกลามไปที่ศีรษะด้านหลังได้

บางครั้งการปวดหัวจากการตึงเครียดจะแสดงลักษณะอาการเหมือนปวดหัวแบบไมเกรนได้ อย่างไรก็ตามการปวดหัวแบบนี้จะไม่รบกวนการมองเห็นเหมือนกับที่การปวดหัวแบบไมเกรน 

การปวดหัวแบบคลัสเตอร์

การปวดหัวแบบคลัสเตอร์มักจะปรากฏในระยะเวลาอันสั้น และทำให้ปวดบริเวณกระบอกตา การปวดหัวแบบนี้มักจะปวดบริเวณศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีอาการปวดตึบ ๆ หรือปวดแบบคงที่ การปวดหัวแบบนี้อาจจะปวดภายใน 1 – 2 ชั่วโมงหลังจากที่คุณเข้านอน การปวดหัวแบบนี้คล้ายคลึงกับการปวดหัวแบบไมเกรนแต่จะไม่ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย

การปวดหัวแบบไมเกรน

การปวดหัวแบบไมเกรนมักจะพบลักษณะอาการดังต่อไปนี้:

  • ปวดตึบๆ ภายในศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • ปวดที่ด้านใดด้านหนึ่งของศีรษะ
  • ประสาทสัมผัสไวต่อเสียงและแสง
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • อาเจียน

การปวดหัวแบบไมเกรนนั้นก่อให้เกิดการรบกวนสมาธิและการใช้ชีวิตประจำวันได้

การปวดหัวแบบรีบาวด์

การปวดหัวแบบรีบาวด์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างวัน และมักจะเกิดอย่างรุนแรงในช่วงเช้า  ผู้ที่มีอาการปวดหัวแบบนี้มักจะบรรเทาอาการปวดหัวด้วยการกลับไปใช้ยาซ้ำ ลักษณะอาการของผู้ปวดหัวแบบนี้ประกอบไปด้วย

  • หงุดหงิด
  • คลื่นไส้
  • กระสับกระส่าย
  • มีปัญหาในการจดจำรายละเอียด

ลักษณะอาการปวดหัวแบบนี้มักจะขึ้นอยู่กับยาที่ผู้ใช้เคยได้รับ

การปวดหัวแบบฟ้าผ่า

การปวดหัวแบบฟ้าผ่านั้นจะปวดแบบรุนแรงและกระทันหันในระยะเวลาอันสั้น เมื่อแพทย์พบว่าคุณมีอาการปวดหัวแบบนี้ มักจะทำการวินิจฉัยและทดสอบดังต่อไปนี้ 

  • การตรวจนับเม็ดเลือดสมบูรณ์ (CBC) การตรวจสอบเลือดสามารถแสดงอาการติดเชื้อได้
  • การเอ็กซเรย์กะโหลก สามารถทำให้เห็นรายละเอียดภายในกะโหลกศีรษะได้ชัดเจน
  • การเอ็กซเรย์ไซนัส สามารถทำให้ตรวจสอบได้ว่ามีอาการไซนัสอักเสบหรือไม่
  • การสแกนCT or MRI สามารถตรวจสอบความผิดปกติของหลอดเลือดสมองและการอุดตันของหลอดเลือดสมองได้

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

หากอาการปวดหัวไม่ได้มีผลข้างเคียงมาจากการป่วยเป็นโรคร้าย ผู้ป่วยสามารถใช้วิธีบรรเทาอาการปวดหัวได้เอง แต่หากอาการปวดหัวนั้นส่งผลมาจากการกระทบกระเทือนทางอุบัติเหตุ และมีอาการข้างเคียงตามมา ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังนี้ :

  • วิงเวียน
  • มีไข้
  • อาเจียน
  • มีอาการชาบริเวณใบหน้า
  • ไม่สามารถออกเสียงได้ตามปกติ
  • แขนขาอ่อนแรง
  • ชัก
  • ปวดตึงรอบดวงตา
  • เจ็บคอ

การรักษาอาการปวดหัว

การรักษาอาการปวดหัวนั้นมักจะใช้วิธีแก้อาการปวดหัวหรือวิธีรักษาที่แตกต่างกันออกไปตามสาเหตุ หากการปวดหัวนั้นเกิดขึ้นจากอาการป่วย เมื่ออาการป่วยหายเป็นปกติ อาการปวดหัวก็จะหายไป แต่หากอาการปวดหัวนั้นเกิดมาจากโรคประจำตัว  หรือความเครียดที่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง ผู้ป่วยสามารถทานยาแก้ปวดหัวจำพวก แอสไพริน หรือ ไทลีนอล หรือไอบลูโปรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ 

การบรรเทาอาการปวดหัวด้วยวิธีธรรมชาติ

ในบางครั้งการรับประทานวิตตามินหรือสมุนไพรที่มาจากธรรมชาติอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะได้ด้วยเช่นกัน 

  • การรับประทาน Coenzyme Q10 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม 3 เวลา จะช่วยแก้ปวดหัวไมเกรนได้ ถือเป็นการแก้ไมเกรนเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี 
  • การฉีดแมกนีเซียมในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไมเกรนอย่างรุนแรงสามารถลดอาการปวดหัว ได้ 
  • การดื่มน้ำขิงขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้ ด้วยการยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin จึงส่งผลให้อาการปวดลดลง

การป้องกันการปวดหัว 

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัจจัยเร้าในการเกิดอาการปวดหัวและเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา

การหลีกอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการปวดหัว สำหรับผู้ป่วยบางคนนั้น อาหารมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ อาทิเช่น ชีส ไวน์ ช็อคโกแลต หัวหอม เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ดังนั้นผู้ป่วยควรสังเกตอาการเมื่อรับประทานอาหารบางประเภทเป็นประจำแล้วก่อให้เกิดอาการปวดหัวซ้ำ ๆ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุได้  

  • หลีกเลี่ยงการรับคาเฟอีนที่มากเกินไป การดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้น สามารถเป็นสาเหตุที่นำมาสู่การปวดหัวแบบโครนิกได้  ควรจำกัดการดื่มกาแฟเพียง 2-3 แก้วต่อวันเท่านั้น
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียง วิธีป้องกันการปวดหัวจากสาเหตุนี้ที่ดีที่สุดคือ การคำนวณเวลาพักผ่อนต่อคืนให้เพียงพอ เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอย่างสดชื่น จะได้ไม่ต้องมีอาการปวดหัวบ่อย
  • การใช้วิธีบำบัดหรือบรรเทาด้านร่างกาย เทคนิคนี้เป็นการเน้นเรื่องจิตใจ การสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • การนวดแก้ปวดหัวและคลายเครียด การกดจุดแก้ปวดหัว รวมถึงการรักษาไคโรพราทิกสามารถช่วยป้องกันการปวดหัวได้ในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตามเราควรจะพบแพทย์ก่อนที่จะเริ่มวิธีการบำบัดใดๆ
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ และครั้งละ 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากความเครียด ซึ่งบ่อยครั้งที่เราเครียดแล้วปวดหัว่่่่่่่่่่่ แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณมีเวลาไม่มากพอ การเบรคเพื่อออกกำลังกาย 10 – 15 นาที ก็สามารถช่วยคุณได้เช่นกัน

ลิงค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

โรคหัวใจ (Heart disease): สาเหตุ อาการ การรักษา 

โรคหัวใจ (Heart disease) คือโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายแล้วส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งภาวะของโรคหัวใจมีหลายโรคเช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น โรคหัวใจอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม และเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจเพื่อชีวิตที่ยืนยาว 

โรคหัวใจ (Heart disease)
โรคหัวใจ (Heart disease)

โรคหัวใจมีกี่ประเภท

โรคหัวใจเกิดจากอาการผิดปกติภายในร่างกายแล้วส่งผลกระทบต่อหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ มีหลายโรคที่ก่อให้เปิดเป็นโรคหัวใจได้แก่: 

  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คือ ภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป
  • โรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เป็นภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือด ชั้นใน หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ มีไขมันไปสะสมระหว่างหลอดเลือด กลายเป็นไขมันในเลือดสูง จนในที่สุดทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตัน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจ Cardiomyopathy เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจเอง 
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart defects) ภาวะผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกคลอด
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ภายในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือด
  • โรคติดเชื้อที่หัวใจ: ภาวะหัวใจติดเชื้อ ที่อาจมาจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อปรสิต 

คำว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจถูกนำมาใช้เพื่ออ้างถึงสภาพหัวใจที่มีผลต่อหลอดเลือดโดยเฉพาะ

อาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ 

หากผู้ป่วยมีอาการดังนี้ นั่นคือสัญญาณของการเริ่มเป็นโรคหัวใจ: 

  • มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณหลัง แขน หรือ หน้าอก
  • หายใจถี่
  • แสบร้อนกลางหน้าอก
  • อ่อนเพลียมาก
  • ท้องไส้ปั่นป่วน
  • อึดอัดบริเวณคอและขากรรไกร
  • รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

อาการของโรคหัวใจแต่ละชนิด

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดจากจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ จะขึ้นอยู่กับความเร็วของการเต้นหัวใจ บางคนเต้นช้า บางคนเต้นเร็ว อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีดังนี้: 

  • วิงเวียนศรีษะ
  • หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • ชีพจรเต้นช้า
  • อ่อนแรง 
  • อาการเจ็บหน้าอก

อาการหลอดเลือดแข็ง

เกิดจากภาวะเลือดไหลเวียนไปยังแขนขาได้น้อยลง ส่งผลให้มีอาการเจ็บหน้าอก และหายใจถี่อาการของภาวะหลอดแข็งมีดังนี้: 

  • แขนและขารู้สึกเย็น 
  • รู้สึกเสียววูบแวบในแขนและขา
  • อาการปวดผิดปกติ
  • ขาและแขนอ่อนแรง

อาการโรคหลอดเลือดหัวใจ

เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือดไปยังหัวใจและปอด อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจมีดังนี้:

  • เจ็บหน้าอก และรู้สึกไม่สบายตัว 
  • รู้สึกมีแรงกดและบีบที่หน้าอก 
  • หายใจถี่
  • วิงเวียนศีรษะ
  • อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง

อาการโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เกิดจากการผิดปกติของโครงสร้างหัวใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกคลอด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ แต่อาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มีดังนี้: 

  • ผิวสีฟ้า
  • แขนขาบวม
  • หายใจถี่หรือหายใจลำบาก
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 
  • จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ

        เกิดจากความผิดปกติของหัวใจในลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจโต ทำให้หนาหรือแข็งขึ้น หรืออาจจะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง อาการของโรคกล้ามเนื้อใจมีดังนี้ :  

  • เพลีย เหนื่อยล้า
  • ท้องอืด
  • ขาบวม โดยเฉพาะข้อเท้าและเท้า
  • หายใจถี่
  • ชีพจรเต้นแรงและเร็ว 

โรคหัวใจติดเชื้อ 

เกิดจากโรคหัวใจติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือปรสิต อาจทำให้เป็นเยือบุหัวใจอักเสบ อาการของโรคติดเชื้อหัวใจมีดังนี้ : 

อาการโรคหัวใจในผู้หญิงมีอะไรบ้าง 

ผู้หญิงจะมีอาการโรคหัวใจมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

ในปี 2556 การศึกษาอาการจากโรคหัวใจที่พบมากที่สุดคือโรคหัวใจวาย อาการหัวใจวายส่วนใหญ่ที่ไม่ได้หมายรวมถึงอาการแบบดั้งเดิม เช่น เจ็บหน้าอก และรู้สึกเหน็บชา การรายงานจากการศึกษาพบว่าเกิดจากผู้ป่วยหญิงจะมีความวิตกกังวล นอนหลับไม่สนิท และมีอาการอ่อนแรงอย่างผิดปกติ  และพบว่าผู้ป่วยหญิงมากกว่าร้อยละ 80 มีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนเกิดอาการหัวใจวาย

อาการโรคหัวใจวายของผู้หญิงส่วนใหญ่อาจมาจากภาวะซึมเศร้า ช่วงวัยหมดประจำเดือน และเกิดจากกว่าเครียดวิตกกังวล 

อาการโดยปกติของโรคหัวใจในผู้หญิง มีดังนี้ :

  • มึนหัว
  • ซูบซีด
  • หายใจถี่
  • วิงเวียนศรีษะ
  • อาเจียน
  • ความวิตกกังวล
  • อาการปวดกราม
  • เจ็บคอ
  • ปวดหลัง
  • อาหารไม่ย่อย หรือมีแก๊ซในกระเพาะอาหาร
  • เหงื่อเย็น

โรคหัวใจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

โรคหัวใจคืออาการผิดปกติในร่างกายที่ก่อให้หัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ โรคหัวใจแต่ละประเภทเกิดจากบางอย่างที่ผิดปกติ เช่น หลอดเลือดซึงอาจมีผลมาจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดแดง 

สาเหตุอื่นของโรคหัวใจมีดังนี้ : 

สาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดปกติมีดังนี้: 

  • โรคเบาหวาน
  • หลอดเลือดทำงานผิดปกติ
  • หัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ยา อาหารเสริมและสมุนไพร
  • ความดันโลหิตสูง
  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป
  • การใช้สารผิดปกติ
  • ความเครียดและความวิตกกังวล
  • เกิดจากโรคหัวใจที่มีอยู่แล้ว 

สาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะเกิดขึ้นกับทารกตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางรายอาจร้ายแรงบางรายไม่สามารถวินิจฉัยจนกว่าเวลาจะผ่านไปหลายปี  โครงสร้างของหัวใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุ อาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ 

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจมีหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไป ดังนี้: 

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม ( Dilated Cardiomyopathy ) คือ ภาวะจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ เนื่องจากเซลล์ที่ทำการปล่อยคลื่นไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ทำให้การบีบตัวหรือหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติรวมถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่มาจากโรคอื่นๆ ภายในร่างกาย
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy: HCM) เป็นโรคหัวใจชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าเกิดจากโรคหรือความผิดปกติอื่น
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัวมากกว่าปกติ ( Restrictive Cardiomyopathy ) คือ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจมีธาตุเหล็ก โปรตีนบางชนิดหรือเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการแข็งตัว ไม่สามารถทำการบีบรัดตัวหรือบีบรัดตัวได้น้อยลงกว่าปกติ ส่งผลให้การส่งเลือดไปยังปอดและอวัยวะตามร่างกายน้อยลง

สาเหตุของโรคหัวใจติดเชื้อ 

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อ ปรสิตและเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของการติดเชื้อในหัวใจ  การติดเชื้อที่ควบคุมไม่ได้ในร่างกายอาจส่งผลให้เป็นอันตรายต่อหัวใจ หากไม่ได้รับการรักษา 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ บางปัจจัยก็สามารถควบคุมได้ แต่บางปัจจัยก็ไม่สามารถควบคุมได้  โดยเฉลี่ยประมาณ 47% ของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจมีดังนี้ :

  • ความดันโลหิตสูง
  • คอเลสเตอรอลสูงและระดับไขมันดีต่ำ 
  • สูบบุหรี่
  • ความอ้วน
  • การเคลื่อนไหวทางกายภาพช้า

ยกตัวอย่าง สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ อยู่ในปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในการพัฒนาเข้าสู่โรคหัวใจ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเพิ่มความเสี่ยงของ:

หากเป็นโรคเบาหวาน ควรลดระดับน้ำตาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ ได้แก่:

  • ประวัติคนในครอบครัว
  • เชื้อชาติ
  • เพศ
  • อายุ

กรณีของประวัติคนในครอบครัวที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ ของ CAD นั้นเกี่ยวข้องโดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับ:

  • เป็นญาติผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 55 ปี เช่น พ่อ หรือพี่ชาย
  • เป็นญาติผู้หญิงอายุต่ำกว่า 65 ปี เช่น แม่ หรือน้องสาว

การวินิจฉัยโรคหัวใจ

แพทย์จะทำการทดสอบและประเมินจากสาเหตุหลายประการเพื่อทำการวินิจฉัยโรคหัวใจ การทดสอบเหล่านี้บางชนิดของโรคหัวใจอาจสามารถทำได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคหัวใจ ส่วนบางสาเหตุอาจดูจากอาการของโรคหัวใจทีเกิดขึ้นแล้ว

การตรวจร่างกายและการทดสอบเลือด

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและพิจารณาจากอาการของผู้ป่วย จากนั้นจะสอบถามประวัติของคนในครอบครัวและประวัติการรักษาของผู้ป่วย เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจเกิดจากพันธุกรรม หากเคยมีคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคหัวใจควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที  

ส่วนการตรวจเลือดเพื่อให้แพทย์ตรวจสอบระดับคอเลสเตอรอลและหาสาเหตุของการติดเชื้อ

การทดสอบชนิดไม่รุกล้ำ

การตรวจแบบชนิดไม่ลุกลามมีหลายวิธี 

  • Electrocardiogram (ECG or EKG) การทดสอบสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาและส่งผ่านไปทั่วทั้งหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัวอย่างสมบูรณ์ในการส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • Echocardiogram เป็นวิธีการตรวจโรคหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ตรวจโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจวาย และภาวะหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
  • Stress test เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพานเลื่อน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบว่า เมื่อหัวใจมีความต้องการในการใช้ออกซิเจนจากเลือดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ออกกำลังกายแล้วจะเกิดภาวการณ์ขาดเลือดขึ้นหรือไม่
  • Carotid ultrasound เป็นการตรวจหลอดเลือดแดงอย่างละเอียด 
  • Holter monitor คือการติดอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากับกล้องถ่ายรูป ใช้สำหรับบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 – 48 ชั่วโมง 
  • Tilt table test คือการ ตรวจโดยใช้เตียงที่ปรับเอียงได้เพื่อประเมินสาเหตุของภาวะเป็นลมหมดสติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงและหลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลง เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยและเป็นลมหมดสติในที่สุด
  • CT scan คือ การทดสอบโดยวิธีสแกนจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหัวใจและเส้นเลือดอย่างชัดเจนของผู้ป่วย

การทดสอบชนิดรุกล้ำ

หากการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจแบบขนิดไม่ลุกลามยังไม่เจอผลของสาเหตุการเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะทำการตรวจแบบรุกราน เพื่อหาสาเหตุของการโรคหัวใจ การตรวจแบบชนิดรุกล้ำมีดังนี้:

  • การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac catheterization and coronary angiography) แพทย์จะทำการสอดสายสวนเข้าไปในเล้นเลือดหัวใจโดยตรงของผู้ป่วยผ่านทางขาหนีบ เมื่อสายสวนนี้อยู่ในหัวใจแพทย์จะสามารตรวจสอบหลอดเลือดหัวใจว่าเส้นเลือดตีบหรือไม่ แพทย์จะทำการฉีดสารทึบเข้าไปในเส้นเลือดหัวใจโดยตรง เพื่อให้เห็นภาพถ่ายเสื้อเลือดหัวใจในบริเวณที่มีการตีบตันของเส้นเลือด
  • การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology study) การทดสอบนี้แพทย์จะใช้ขั้วไฟฟ้าของผู้ป่วยผ่านสายสวน เพื่อให้ขั้วไฟฟ้าส่งคลื่นไฟฟ้าและทำการบันทึกวิธีการตอบสนองของหัวใจ 

โรคหัวใจควรรักษาแบบใด

การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ และรักษาตามระดับอาการของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีภาวะโรคหัวใจติดเชื้อ แพทย์อาจจะทำให้รักษาด้วยยาแอนตี้ไบโอติก

หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะไขมันอุดตัน แพทย์อาจใช้วิธีทั้ง 2 ง่าม โดยการจ่ายยาเพื่อรักษาให้ระดับไขมันของผู้ป่วยลดน้อยลงและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น 

การรักษาโรคหัวใจ มี 3 แบบหลักๆด้วยกันดังนี้:  

  • การเปลี่ยน Lifestyle

ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ดีเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งวิธีป้องกันโรคหัวใจ วิธีนี้จะช่วยรักษาโรคหัวใจและป้องกันไม่ให้เกิดอาการโรคหัวใจแย่ลง การควบคุมอาหารสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยน lifestyle 

ควรรับประทานอาการชนิดที่มีสารโซเดียมต่ำ ลดอาหารจำพวกไขมัน ควรทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ดียิ่งขึ้น การควบคุมอาหารอย่างจริงจังจะช่วยหยุดความดันโลหิตสูง ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดการสูบบุหรี่ และควรงดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอร์ 

  • การผ่าตัดหรือการใช้วิธีแบบรุกล้ำ

ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางราย การผ่าตัดหรือการรักษาทางการแพทย์มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันอาการทรุดตัวของโรคหัวใจ 

ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบตันจากคราบไขมัน แพทย์จะทำการใส่สายสวนเพื่อช่วยให้หลอดเลือดไหลเวียนปกติ ขั้นตอนของแพทย์ที่ทำการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจของผู้ป่วยและการประเมินความเสียหายของโรคหัวใจของผู้ป่วย

  • การรักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาโรคหัวใจ แพทย์จะสั่งจ่ายยาที่สามารถรักษาและควบคุมตามระดับอาการของคนเป็นโรคหัวใจ การรักษาด้วยยาอาจชะลอหรือหยุดความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อน ยาที่แพทย์สั่งจ่ายจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจของผู้ป่วย 

การพยายาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจจะมีวิธีดูแลที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ

ป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร 

เราไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจได้จากปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่นหากมีเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ แต่การลดความเสี่ยงในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

ตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดีในการลดความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอล

การมีสุขภาพทีดี ด้วยการรักษาระดับความดันโลหิตสูงและระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายในปริมาณที่สูงเกินไป นับเป็นก้าวแรกของการรักษาสุขภาพของหัวใจให้มีความดันโลหิตน้อยกว่า 120/80 mm Hg. 

เมื่อหัวใจเต้นจะมีการบีบตัวของหัวใจและดันเลือดออกมาจากหัวใจไปตามเส้นเลือดแดงทั่วร่างกาย แรงดันนี้ทำให้เกิดความดันในเส้นเลือดแดง ค่าความดันที่วัดได้นี้คือความความดัน systolic และค่าความดัน diastolic หรือค่าความดันตัวล่าง แสดงถึงความดันในเส้นเลือดแดงในขณะที่หัวใจพักการบีบตัวแต่ละครั้ง หากวัดค่าแล้วมากกว่า 120/80 แสดงว่าการทำงานของหัวใจหนักกว่าปกติเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง 

ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจจะขึ้นอยู่ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย หากผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงสูงต่อคนเป็นโรคหัวใจ

มีวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ 

การกินอาหารเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายเป็นประจำมีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง  และอาหารรสเค็มจัด ตามคำแนะนำของแพทย์ แพทย์แนะนำให้ออกกกำลังกายอย่างน้อย 30-60 นาทีต่อวัน รวมเท่ากับ 2 ชั่วโมง 30 นาที ต่อสัปดาห์ ควรปรึกษาวิธีการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยเพื่อไม่ให้กระทบกับภาวะอาการของโรคหัวใจ  และควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินอาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจหดตัวและทำให้การหมุนเวียนของออกซิเจนติดขัด ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

จัดการกับความเครียด

การจัดการกับความเครียดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้อย่างง่ายๆ ไม่ควรประมาทหากอยู่ในภาวะเครียด หากอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรัง จะส่งผลให้เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หากมีความเครียด หรือความวิตกกังวล เพื่อปรึกษาหาวิธีที่ต้องรับมือต่อกับการปรับตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความตึงเครียดของคนในปัจจุบันเช่น การตกงาน หรือการมีปัญหาเรื่องหย่าร้าง เป็นต้น

หากเป็นโรคหัวใจควรใช้วิถีชีวิตอย่างไร

หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจแล้ว ควรพูดคุยและปรึกษาแพทย์ในขั้นตอนของการรักษาสุขภาพ และควรเตรียมตัวเพื่อดูแลปรับเปลี่ยนการวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ควรเตรียมปรึกษาแพทย์เพื่อปรึกษาและพูดคุยรายละเอียดหากเจอภาวะอาการ ตามข้อหลักๆ เหล่านี้ : 

  • ยาที่รับประทาน
  • การออกกำลังกาย
  • การควบคุมอาหาร
  • กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
  • กรณีประวัติส่วนบุคคลเคยมีภาวะความดันโลหิตสูงและเป็นโรคเบาหวาน 
  • อาการอื่นๆ ที่เคยปรากฏเช่น หัวใจเต้นเร็ว วิงเวียนหน้ามืด หรืออ่อนแรง 

หากผู้ป่วยปฏิบัติตามวิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตตามที่กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว และหากมีปัญหาด้านในในระหว่างการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้วควรพูดคุยและพบแพทย์อย่างเป็นประจำ เนื่องจากปัจจัยในการดำเนินชีวิตบางอย่างหลังจากเข้าสู่การเป็นโรคหัวใจแล้ว อาจเสี่ยงต่อระดับความดันโลหิตสูง 

แพทย์ของคุณอาจให้คำแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ 

  • ควบคุมระดับความดันโลหิต
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  • หากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ควรควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด
  • อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทั้งหมดในระยะสั้นอาจไม่ส่งผลมากนัก ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จากทีละอย่าง ย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาสุขภาพและบำรุงหัวใจอย่างดีที่สุด

ข้อห้ามสำหรับผู้เป็นโรคหัวใจเพิ่มเติม เช่น:

  • ควรงดสูบบุหรี่
  • อย่าดื่มกาแฟมากจนเกินไป
  • งดทานอาหารจำพวกเนย มาการีน
  • งดทานอาหารที่มีโซเดียมสูง 
  • เนื้อสัตว์ติดมัน ติดหนัง

ข้อเชื่อมโยงระหว่างโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง 

โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่เกิดจากความดันโลหิตสูงเรื้อรัง เมือความดันโลหิตสูงหัวใจจะทำงานหนักขึ้น การหมุนเวียนเลือดของหัวใจแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้หัวใจมีปัญหา รวมทั้งอาจทำให้กระทบไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจหนาแน่นขึ้น และอาจทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน

การรักษากล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงเพื่อช่วยในการสูบฉีดเลือดจะส่งผลดีต่อการเต้นของหัวใจ โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงสามารถทำให้หลอดเลือดแดงยืดหยุ่นน้อยลงและแข็งมากขึ้น และสามารถชะลอการไหลเวียนโลหิตเพื่อป้องกันไม่ได้ร่างกายรับเลือดที่อุดมด้วยซิเจนที่มากเกินความจำเป็น

โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตในอันดับต้น ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเริ่มรักษาภาวะความดันโลหิตสูงอย่างเร็วที่สุด เพื่อป้องกันเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม

มีวิธีรักษาโรคหัวใจหรือไม่?

โรคหัวใจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และต้องใช้ระยะเวลาการรักษาและการตรวจสอบอย่างละเอียด อาการของโรคหัวใจหลายอย่างสามารถบรรเทาได้ด้วยการรักษาด้วยยา การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ถ้าหากอาการแย่ลง หรือไม่มีดีขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแบบบายพาส หากคุณเชื่อว่าคุณอาจมีอาการของโรคหัวใจหรือหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้นัดพบแพทย์ของคุณ ร่วมกันคุณสองคนสามารถชั่งน้ำหนักความเสี่ยงดำเนินการทดสอบการคัดกรองบางอย่างและวางแผนสำหรับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

การดูแลสุขภาพอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งหากเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูง 


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา 

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) คือโรคที่เกิดจากเซลล์บนผิวของต่อมเต้านมได้รับผลกระทบจากสารก่อมะเร็ง ทำให้ยีนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จนทำให้เซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สามารถควบคุมได้ หากเกินขีดจำกัดภาวะของร่างกายรับไหว จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมจะอยู่ในช่วงระหว่างอายุ 40-60 ปี ซึ่งอยู่ในวัยก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน 

โดยปกติแล้วเซลล์ของมะเร็งเต้านมที่กลายพันธ์ จะก่อตัวขึ้นจากท่อเล็กๆ ในเต้านม บริเวณต่อมที่ผลิตน้ำนมไปจนถึงหัวนม เซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อไขมันหรือเนื้อเยื้อที่อยู่ภายในเต้านมของผู้ป่วย 

หากเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถควบคุมได้และเซลล์มะเร็งจะเดินทางไปยังต่อมต่อมน้ำเหลืองใต้แขน ซึ่งต่อมน้ำเหลืองเป็นเส้นทางหลักที่ทำให้เซลล์มะเร็งเดินทางไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย

โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer)
โรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer)

ภาพรวมของโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมสามารถทำให้เกิดอาการได้หลายอย่างและอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน หากกังวลเกี่ยวกับจุดหรือการเปลี่ยนแปลงบริเวณเต้านม ลักษณะเหล่านี้อาจเป็นสัญญาบอกว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะใด ควรรีบพบแพทย์โดยทันที

อาการของโรคมะเร็งเต้านม

อาการในช่วงแรกๆ ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมมักจะไม่แสดงอาการใดๆ ในหลายๆผู้ป่วยก้อนเนื้อที่เต้านมอาจจะมีขนาดเล็กจนไม่สามารถทำให้รู้สึกได้ แต่หากมีอาการไม่ปกติจะสามารถมองเห็นผ่านเมมโมแกรมได้ หากรู้สึกว่ามีเนื้องอกเกิดขึ้นบริเวณเต้านมแล้วจากที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตามอาจจะไม่ได้หมายถึงอาการของโรคมะเร็งเต้านมก็ได้ 

มะเร็งเต้านมในแต่ละชนิด มีอาการที่แตกต่างกันออกไป หลายๆอาการอาจเหมือนกัน แต่บางอาการอาจแตกต่างกัน วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งเต้านม อาการเริ่มแรกของมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ที่พบได้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนี้: 

มะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร

  • เกิดเป็นก้อนหรือรู้สึกมีก้อนเนื้อเยื่อภายในเต้านม จากที่ไม่เคยมีมาก่อน 
  • ปวดเต้านม
  • ผิวบริเวณหน้าอกมีสีแดงและบุ๋มลงไป 
  • มีอาการบวมบริเวณเต้านมอาจจะทั่วบริเวณเต้านม หรือแค่บางส่วน
  • มีหัวนมในลักษณะผิดปกติออกไป หัวนมเน่าหรือย่น
  • มีเลือดไหลออกมาจากหัวนม
  • ผิวบริเวณหัวนมหรือเต้านมหลุดลอก ตกสะเก็ด 
  • ลักษณะของเต้านมและรูปร่างของเต้านมเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
  • หัวนมบอด 
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวบริเวณหน้าอก
  • มีก้อนบวมเกิดขึ้นใต้วงแขน

ประเภทของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมมีหลายชนิด ในช่วงอาการแรกเริ่มแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ แบบลุกลาม และแบบไม่ลุกลามใน

มะเร็งเต้านมชนิดลุกลามเซลล์มะเร็งจากแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังต่อมผลิตน้ำนมหรือท่อน้ำนม หรือส่วนต่างๆบริเวณเต้านม ส่วนชนิดไม่ลุกลาม เซลล์มะเร็งจะยังไม่แพร่กระจายจากจุดเริ่มต้นที่ก่อเป็นเซลล์มะเร็ง 

มะเร็งเต้านม 2 ประเภทนี้ มีรายละเอียดดังนี้ 

  • Ductal carcinoma in situ (DCIS) หมายถึงมะเร็งที่เกิดในท่อน้ำนมและไม่แพร่กระจายการรักษามะเร็งชนิดนี้ได้ผลดีมากโดยการผ่าตัดและหรือฉายรังสี
  • Lobular carcinoma in situ (LCIS) หมายถึงมะเร็งที่เกิดในต่อมน้ำนมและมะเร็งอยู่ในต่อมไม่แพร่กระจายไปที่อื่น 
  • Invasive ductal carcinoma เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งชนิดนี้เริ่มต้นในท่อน้ำนม แต่อาจจะแพร่กระจายสู่ต่อมหรือไขมันในเต้านม และสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ 
  • Invasive lobular carcinoma มะเร็งเริ่มต้นในต่อมน้ำนมและแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงหรือวัยวะอื่นๆ

มะเร็งเต้านมอื่นๆ ที่พบได้น้อย  มีดังนี้ : 

  • Paget disease of the nipple มะเร็งที่หัวนม (มะเร็งหัวนม) คือมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งที่พบได้น้อยมาก โดยเกิดกับผิวหนังบริเวณหัวนม
  • (Phyllodes tumor คือก้อนเนื้องอกชนิดกึ่งมะเร็ง มะเร็งชนิดนี้ค่อนข้างพบได้ยาก และไม่เป็นอันตรายมาก
  • Angiosarcoma เป็นก้อนมะเร็งเต้านมที่มีจุดกำเนิดจากเส้นเลือด (hemangiosarcoma) หรือจากระบบน้ำเหลือง (lymphangiosarcoma) ก้อนเนื้อเหล่านี้สัมพันธ์กับประวัติการได้รับรังสีมาก่อน เช่น พบที่เต้านมหลังจากฉายแสงรักษามะเร็งเต้านมหรือบริเวณหนังศีรษะ

มะเร็งเต้านมอักเสบ

มะเร็งเต้านมอักเสบเป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่พบได้ยาก  เซลล์มะเร็งที่ก่อให้เป็นมะเร็งเต้านมอักเสบ จะปิดกั้นการไหลผ่านของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณใกล้เต้านม จึงทำให้ต่อมน้ำเหลืองไม่สามารถระบายออกได้ ทำให้เกิดการอับสวบ บวม แดง และรู้สึกปวดร้อน ลักษณะผิวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอักเสบผิวจะเป็นเหมือนเปลือกส้ม และเกิดเป็นหลุม

มะเร็งเต้านมชนิด Triple negative Cancer

เป็นมะเร็งที่รุนแรงกว่ามะเร็งเต้านมทั่วไป ซึ่งมะเร็งกลุ่มนี้พบได้ประมาณ 10-20%ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และมักพบในคนเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุยังน้อย(มักอายุต่ำกว่า 50 ปี) และยังมีประจำเดือนอยู่ มักพบโรคในระยะลุกลามแพร่กระจายสูงกว่าชนิดทั่วไป มะเร็งชนิดนี้ มักมีโรคย้อนกลับเป็นซ้ำสูงกว่า มีการแพร่กระจายสูงกว่า 

หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิด Triple Negative จะมีลักษณะดังนี้  

  • Estrogen receptor ย่อว่า ER ถ้าเซลล์มะเร็งจับ/มีตัวรับ เอสโตรเจน เรียกว่า ER+ แต่ถ้าไม่จับก็เรียกว่า ER- การที่มะเร็งมีตัวรับนี้ โรคจะรุนแรงน้อยกว่า และสามารถรักษาได้ผลดีจากยาในกลุ่มฮอร์โมนต่างๆ
  • (Progesterone receptor ย่อว่า PR  ถ้าเซลล์มะเร็งมีตัวรับ โปรเจสเตอโรน เรียกว่า PR+ ถ้าไม่มี ก็เรียกว่า PR- การที่มะเร็งมีตัวรับนี้ โรคจะรุนแรงน้อยกว่า และสามารถรักษาได้ผลดีจากยาในกลุ่มฮอร์โมนต่างๆเช่นเดียวกับ ER+
  • Human epidermal growth factor receptor 2 ย่อว่า HER2  เซลล์มะเร็งมีตัวรับ โปรเจสเตอโรน เรียกว่า PR+ ถ้าไม่มี ก็เรียกว่า PR- การที่มะเร็งมีตัวรับนี้ โรคจะรุนแรงน้อยกว่า และสามารถรักษาได้ผลดีจากยาในกลุ่มฮอร์โมนต่างๆเช่นเดียวกับ ER+

มะเร็งเต้านมในเพศชาย

ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่น้อยกว่าก็ตาม แต่ผู้ชายก็มีก้อนเนื้อเต้านมเหมือนผู้หญิง ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะพบเจอได้ยากกว่า ที่กล่าวมามะเร็งเต้านมที่พบในผู้ชายนั้นรุนแรงพอ ๆ กับมะเร็งเต้านมในผู้หญิงเช่นกัน และมีอาการเดียวกัน  

มะเร็งเต้านมแต่ละระยะ

มะเร็งเต้านมสามารถแบ่งออกเป็นระยะตามขนาดเนื้องอกหรือก้อนเนื้อและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง  เซลล์มะเร็งที่แผ่ขนาดใหญ่ / หรือมีการกัดกินเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที : 

  • เซลล์มะเร็งมีการแพร่กระจาย ชนิดลุกลาม หรือไม่ลุกลาม
  • ขนาดของก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่แค่ไหน
  • มีอาการของต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วยหรือไม่
  • ถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียง

มะเร็งเต้านมมีห้าระยะหลัก: ระยะ 0 ถึง 5

มะเร็งเต้านมระยะที่ 0

ระยะ 0 คือ DCIS เซลล์มะเร็งใน DCIS ยังคงกักอยู่ในท่อเต้านมและไม่ได้แพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง

มะเร็งเต้านมระยะที่ 1

ระยะที่ 1A: สังเกตว่าก้อนมะเร็งกว้างไม่เกิน 2 เซนติเมตรและต่อมน้ำเหลืองไม่ได้รับผลกระทบ

ระยะที่ 1B: พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลือบริเวณข้างเคียงและไม่มีก้อนมะเร็งในเต้านมหรือก้อนเนื้อมีขนาดเล็กกว่า 2 ซม.

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2

ระยะที่ 2A: ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 ซม. และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง 1-3 ต่อม หรือก้อนมะเร็งมีขนาดประมาณ 2 -5 ซม. และไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่นๆ

ระยะที่ 2B: ก้อนมะเร็งมีขนาดประมาณ 2 – 5 ซม. และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรักแร้ (รักแร้) มีขนาดประมาณ 1-3 ซม. หรือมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. และไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่นๆ

มะเร็งเต้านมระยะที่ 3

ระยะ 3A:

  • เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้  ก้อนมะเร็งมีขนาดประมาณ 4–9 ซม. และขยายไปยังหลอดเลือดต่อมน้ำเหลืองในเต้านมและก้อนเนื้ออาจจะมีขนาดบ่งบอกไม่แน่ชัด 
  • ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. และเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ขนาดประมาณ 1–3 ซม. หรือบริเวณกระดูกหน้าอก

ระยะที่ 3B: ก้อนมะเร็งลุกลามไปที่ผนังหน้าอก หรือผิวหนังบริเวณรอบๆ หรืออาจไม่ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองมาก 9 ตำแหน่ง

ระยะที่ 3: เซลล์มะเร็งพบได้ในต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือต่อมน้ำเหลืองใกล้กระดูกไหปลาร้าหรือต่อมน้ำนมจำนวน 10 ตำแหน่งขึ้นไป

มะเร็งเต้านมระยะที่ 4

มะเร็งเต้านมระยะที่ 4: เซลล์มะเร็งก่อเป็นก้อนเนื้อได้ขนาดใดก็ได้ และแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงและอวัยวะอื่นๆในระยะไกล  

การทดสอบโดยแพทย์จะเป็นตัวกำหนดระยะของมะเร็งเต้านมซึ่งจะส่งผลต่อการรักษา

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

การทดสอบเพื่อตรวจว่าอาการเกิดมะเร็งเต้านมหรือภาวะมะเร็งเต้านมในช่วงเริ่มต้น แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์อาจให้ทำการทดสอบวินิจฉัยอย่างน้อยหนึ่งรายการเพื่อช่วยให้เข้าใจสาเหตุของภาวะมะเร็งเต้านม

วิธีการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ได้แก่ :

  • การตรวจมะเร็งเต้านมแบบแมมโมแกรม เป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุดในการดูใต้พื้นผิวของเต้านมคือการทดสอบการถ่ายภาพที่เรียกว่าแมมโมแกรม ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมตรวจมะเร็งเต้านมด้วย mammograms  ซึ่งแมมโมแกรมเป็นการตรวจทางรังสีที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป แต่ได้ภาพที่มีความละเอียดสูงและคมชัดมากกว่า ทำให้สามารถค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม ซึ่งบางครั้งมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถคลำหรือตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์พบ 
  • การตรวจเต้านมด้วยวิธีอัลตร้าซาวด์    โดยใช้คลื่นเสียงเพื่อสร้างภาพของเนื้อเยื่อที่ลึกลงไปในเต้านม อัลตร้าซาวด์สามารถช่วยแพทย์แยกแยะระหว่างมวลแข็ง เช่นก้อนเนื้อและซีส การใช้วิธีอัลตร้าซาวน์เป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับขึ้นมาที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติกับก้อนในเต้านมได้ และยังสามารถตรวจสอบได้ว่าก้อนในเต้านมนั้นมีองค์ประกอบเป็นน้ำ หรือเป็นก้อนเนื้อ

การตรวจชิ้นเนื้อเต้านม

หากแพทย์สงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมอาจให้ผู้ป่วยทำการตรวจด้วยแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์ หากการทดสอบทั้งสองนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แพทย์อาจทำการทดสอบที่เรียกว่าการตรวจชิ้นเนื้อเต้านม

ในระหว่างการทดสอบนี้แพทย์จะทำการเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อออกจากบริเวณผิวเต้านมที่น่าสงสัยว่าอยู่ในภาวะมะเร็งเต้านมเพื่อทำการทดสอบ การตรวจชิ้นเนื้อเต้านมมีหลายประเภท การทดสอบเหล่านี้แพทย์ใช้เข็มเจาะเพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ ในอีกทางหนึ่งแพทย์อาจทำการผ่าตัดเล็กโดยการผ่าตัดเนื้องอกที่เต้านมและเก็บชิ้นเนื้อตัวอย่าง 

แพทย์จะทำการส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อไปยังห้องปฏิบัติการ หากตัวอย่างชิ้นเนื้อทดสอบแล้วว่ามีผลเป็นบวกสำหรับโรคมะเร็งเต้านม แพทย์จะสามารถแจ้งได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน และอยู่ในระยะใด 

การรักษามะเร็งเต้านม

ระยะของโรคมะเร็งเต้านม ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อมะเร็งเต้านมลุกลามแค่ไหน และขนาดก้อนเนื้อที่เจริญเติบโตขึ้นจะสามารถบอกได้ว่าควรได้รับการรักษาแบบใด

การเริ่มต้นรักษาแพทย์จะแจ้งขนาดก้อนมะเร็ง และระยะมะเร็งของผู้ป่วย ว่ามีโอกาสเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้มากน้อยเพียงใด หลังจากนั้นแพทย์ทำการพูดคุย แนะนำและบอกวิธีการรักษาให้ผู้ป่วย การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่พบบ่อยที่สุด ผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่อาจมีการรักษาเพิ่มเติม เช่น การทำเคมีบำบัด การรักษาด้วยการฉายรังสีหรือการบำบัดด้วยฮอร์โมน

การผ่าตัด 

การผ่าตัดมีเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งเต้านม มีหลายประเภทดังนี้:

  • Lumpectomy: วิธีนี้จะกำจัดก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ออกจากเต้านม
  • Mastectomy: วิธีนี้ศัลยแพทย์จะทำการการผ่าตัดเอา เต้านม ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ และกล้ามเนื้อที่หน้อกออก
  • Sentinel node biopsy: ผ่าตัดนี้จะกำจัดต่อมน้ำเหลืองบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเซลล์มะเร็งออก การ หากไม่พบมะเร็งบริเวณต่อมน้ำเหลืองนี้ อาจจะไม่ต้องผ่าตัดเพื่อเอาต่อมน้ำเหลืองเพิ่มเติมออก 
  • Axillary lymph node dissection ตัดเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด
  • Contralateral prophylactic mastectomy  คือการผ่าตัดเต้านม แม้ว่ามะเร็งเต้านมอาจมีอยู่ในเต้านมเดียว แต่ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมอาจเลือกที่จะผ่าตัดเต้านมออก การผ่าตัดนี้จะช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง

รังสีบำบัด

ผู้ป่วยจะได้รับรังสีจากภายนอกคือเครื่องฉายรังสี แล้วผ่านร่างกายตรงเข้าไปยังบริเวณที่เป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งสามารถฉายไปยังบริเวณเต้านมหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้า หรือฉายไปที่ผนังทรวงอกหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านมออกไป นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการฉายรังสีที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหปลาร้า หรือรักแร้ด้วย

แพทย์สามารถฉายรังสีมะเร็งจากภายในร่างกาย การฉายรังสีชนิดนี้เรียกว่า brachytherapy ศัลยแพทย์จะยิงกัมมันตภาพรังสีที่พบใกล้กับบริเวณเนื้องอก และทำลายเซลล์มะเร็ง

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดเป็นการใช้ยาในการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่การรักษาประเภทนี้มักจะใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด

ในบางกรณีแพทย์ต้องการให้การรักษาแบบเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด เพื่อต้องการที่จะรักษาให้ก้อนมะเร็งหดตัวและจากนั้นจะทำการผ่าตัด เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงมากมายดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มการรักษา

การรักษาด้วยฮอร์โมน

หากมะเร็งเต้านมของมีความไวต่อฮอร์โมน แพทย์อาจเริ่มจากให้การรักษาด้วยฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ฮอร์โมนสองตัวนี้จะสามารถกระตุ้นการเติบโตของก้อนมะเร็งเต้านม การบำบัดด้วยฮอร์โมนทำงานโดยการลดการผลิตฮอร์โมนในร่างกายหรือโดยการปิดกั้นตัวรับฮอร์โมนในเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถช่วยชะลอและยับยั้งการเติบโตของมะเร็งได้

การรักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาเพื่อทำลายความผิดปกติหรือการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็ง ตัวอย่างเช่น Herceptin (trastuzumab) สามารถป้องกันการผลิต HER2 หรือโปรตีนในร่างกาย ซึ่ง HER2 ช่วยให้เซลล์มะเร็งเต้านมเจริญเติบโตดังนั้นการทานยาเพื่อชะลอการผลิตโปรตีนนี้เพื่อช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง

การรักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีธรรมชาติ

  • การบำบัดด้วยสมุนไพร เป็นประโยชน์ในการลดอาการบวมที่เต้านมและความรู้สึกที่ไม่สบายต่ออาการที่เกิดขึ้น ด้วยสมุนไพรเช่น ใบดอกแดนดิไลอัน ยาร์โรว และ clever
  • ขมิ้น เมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในเต้านมได้ดี
  • กระเทียมและหอม มีคุณสมบัติชั้นเยี่ยมที่มีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะในกระเทียมที่สามารถต่อต้านมะเร็งได้สูง ต่อต้านการนำพาสารมะเร็งที่เกิดจากสารเคมีต่างๆ ได้ ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง 
  • สมุนไพรตระกูลขิงบ้าง ขิงก็มีสาร 6-จินเจอรอลที่ออกฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและทำหน้าที่ป้องกันการเกิดมะเร็งได้ดีเช่นเดียวกัน

การดูแลมะเร็งเต้านม

หากคุณตรวจพบก้อนเนื้อหรือจุดที่ผิดปกติในเต้านมหรือมีอาการอื่น ๆ ของโรคมะเร็งเต้านมให้พบแพทย์โดยทันที ซึ่งบางทีอาจจะไม่ใช่มะเร็งเต้านม อาจมีสาเหตุที่เป็นไปได้อื่น ๆ อีกมากมายสำหรับก้อนเนื้องอก 

แต่หากพบว่ากลายเป็นมะเร็งโปรดทราบว่าการรักษาในระยะแรกเป็นกุญแจสำคัญ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกสามารถรักษาและหายขาดได้หากพบเร็วพอ มะเร็งเต้านมที่เติบโตขึ้นก็จะต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกันออกไป

การป้องกันในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง

ในผู้หญิงบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่มาจากพันธุกรรม ตัวอย่างเช่นหากแม่หรือพ่อของผู้ป่วยมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2  

หากมีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ของยีนส์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อปรึกษาอาการและวิธีการตรวจมะเร็งเต้านม และการป้องกัน  หากรู้ว่าอยู่ในระยะใดอาจทำให้ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมระยะต่อไป ซึ่งอาจรวมไปถึงการผ่าตัดเต้านมออก

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม 

มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยมีอาการเหล่าอาจเป็นสัญญาณของการเป็นมะเร็งเต้านม

ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เช่นประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือผู้ป่วยอาจอยู่ในปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่  

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ได้แก่:

  • อายุ:  ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอาจเพิ่มขึ้นตามอายุ  มะเร็งเต้านมชนิดลุกลามส่วนใหญ่จะพบได้ผู้หญิงอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป
  • การดื่มสุรา: การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม
  • เต้านมมีเนื้อเยื่อแน่น: เนื้อเยื่อเต้านมที่แน่นจนเกินไป อาจะทำให้แมมโมแกรมอ่านยาก ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม
  • เพศ :ผู้ชายอาจเป็นมะเร็งเต้านมได้แต่น้อยกว่าผู้หญิงมาก ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายถึง 100 เท่า
  • ยีน: ผู้หญิงที่มีการกลายพันธ์ของยีน BRCA1 และ BRCA2 มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็น การกลายพันธุ์ของยีนอื่นอาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม 
  • ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว : ผู้หญิงที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งเต้านม 
  • ผู้หญิงที่คลอดบุตรในช่วงอายุเยอะ : ผู้หญิงที่มีการคลอดบุตรครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า35 ปีขึ้นไป
  • การรับประทานยาที่มีฮอร์โมน :  ผู้หญิงที่รับประทานยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยหมดประจำเดือนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อลดอาการในช่วงวัยทอง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้า
  • พันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง เช่น แม่ พี่ น้องยาย น้องสาว หรือลูกสาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคมะเร็งเต้านมสามารถเป็นได้ ถึงแม้ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม 
  • ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือนช่วงแรก หากประจำเดือนเริ่มหมดหลังจากอายุ 55 ปีขึ้นไป 
  • ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่ไม่เคยผ่านการคลอดบุตร มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
  • ผู้หญิงที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน ในบางรายอาจเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างใดข้างหนึ่งมาก่อน อาจส่งผลนำไปสู่การมะเร็งเต้านมอีกข้าง หรือเซลล์มะเร็งอาจนำไปสู่บริเวณใกล้เคียงของเต้านม 

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม 

หากอยู่ในภาวะเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้  ดูแลการใช้ชีวิตประจำวัน และควรได้รับการตรวจคัดกรองการมะเร็งอย่างเป็นประจำและควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับมาตรการการดูแลและป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม   นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถทำการตรวจเต้านมได้ด้วยตนเองเช่นกัน เมื่อพบความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

ปัจจัยเสี่ยงที่มาจากการใช้ชีวิตประจำวัน 

ปัจจัยด้านการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านม การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและออกกำลังกายให้มากขึ้นจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงได้

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินสามารถเพิ่มความเสี่ยง หากดื่มวันละ 2 แก้ว หรือมากกว่า หรือดื่มมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ วันละ 1 อย่าง ก็อาจทำให้เพิ่มความต่อการเป็นมะเร็งเต้านม  

การตรวจมะเร็งเต้านม 

ในบางครั้งการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเมมโมแกรมไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้เสมอไป การตรวผู้หญิงมีความเสี่ยงโดยเฉลี่ยสำหรับมะเร็งเต้านม มีรายละเอียดดังนี้

  • ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 49: ไม่แนะนำให้ใช้การตรวจประจำปีด้วยแมมโมแกรม หากต้องการตรวจควรรีบปรึกษาแพททย์
  • ผู้หญิงอายุ 50 ถึง 74: แนะนำให้ใช้แมมโมแกรมตรวจมะเร็งเต้านมทุกปี
  •  ผู้หญิงอายุ 75 ปีขึ้นไป: ไม่แนะนำให้ใช้แมมแกรมตรวจมะเร็งเต้านม

ควรหลีกเลี่ยงการตรวจด้วยแมมโมแกรมต่อผู้หญิงช่วงอายุที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่น้อยกว่า 10 ปี การตรวจด้วยแมมโมแกรมนั้นผลจะแตกต่างกันไป ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์วินิจัยว่าผู้ป่วยควรได้รับการตรวจแบบเมมโมแกรมหรือไม่

ตรวจเช็คเต้านม 

นอกจากการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมแล้วการตรวจเช็คเต้านมก็เป็นอีกวิธีในการดูสัญญาณการเป็นมะเร็งเต้านม

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง 

ผู้หญิงหลายคนสามารถทำการตรวจเต้านมได้ด้วยตนเอง และควรตรวจเดือนละครั้งในเวลาเดียวกันในแต่ละเดือน การตรวจสอบด้วยตัวเองจะช่วยให้เราดูลักษณะของเต้านมและคุ้นเคยกับลักษณะเต้านมของตัวเอง หากตรวจพบว่ามีลักษณะผิดปกติ จะทำให้ทราบถึงระยะการเปลี่ยนแปลงของเต้านมได้ทันเวลา 

วิธีคลำเต้านมด้วยตัวเองเพื่อตรวจหามะเร็ง

  • นอนราบยกมือข้างหนึ่งไว้ใต้ศีรษะ ใช้มืออีกข้างตรวจคลำทุกส่วนของเต้านมทีละข้าง
  • เริ่มคลำจากส่วนนอกและเหนือสุดของเต้านม เวียนไปรอบเต้านม ค่อย ๆ เคลื่อนมือเข้ามาเป็นวงแคบ ๆ จนถึงบริเวณเต้านมให้ทั่วทุกส่วน
  • บีบหัวนมเบา ๆ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้สังเกตว่ามีสิ่งผิดปกติไหลออกมาหรือไม่

ตรวจเต้านมโดยแพทย์ 

การตรวจเต้านมโดยแพทย์ อาจทำวิธีเดียวกันกับการตรวจด้วยตัวเอง แต่จะทำการตรวจโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม หรืออาจให้แพทย์ตรวจให้ประจำปีในขณะที่เข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี หากมีอาการที่พิจารณาแล้วว่าอาจจะเข้าสู่ภาวการณ์เป็นโรคมะเร็งเต้านม เป็นการดีที่เข้ารับการตรวจโดยแพทย์ได้ทันเวลา ในระหว่างการตรวจ หมอจะเช็คเต้านมตั้งสองข้างและตรวจดูลักษณะของเต้านมว่ามีผิวที่เป็นปกติหรือไม่ หากพบว่าผู้ป่วยเป็นก้อนที่เต้านมที่อาจะเป็นสัญญาณของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม แพทย์จะเช็คส่วนต่างๆของร่างกายอีกด้วย ว่ามีอาการที่เป็นอาการที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่ 

ข้อควรตระหนักของโรคมะเร็งเต้านม 

ในปัจจุบัน ผู้หญิงและผู้ชายส่วนใหญ่หันมาตรวจสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่ง 1 โรคที่ต้องตระหนักคือปัญหาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง.เต้านม เนื่องจากหากสนใจศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็ง. อาจทำให้ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้มากขึ้น แม้กระทั่งการศึกษาวิธิการตรวจด้วยตัวเอง หรือการปรึกษาอาการ รวมทั้งการตรวจคัดกรองระยะของโรคมะเร็งเต้านม 

อัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการคือชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็ง และช่วงเวลาที่ได้รับการวินิจฉัย ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีบทบาท ได้แก่ อายุ เพศ และเชื้อชาติ และการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างเคร่งครัดภายหลังการรักษานับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

โรคซึมเศร้า (Depression): อาการ สาเหตุ การรักษา และประเภท

โรคซึมเศร้า (Depression) คืออะไร โรคซึมเศร้าถูกจัดประเภทเป็นโรคทางอารมณ์ หรืออาจจะอธิบายได้ว่าเป็นความรู้สึกเศร้า รู้สึกสูญเสียหรือโกรธหากมีอะไรมาทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ 

ผู้คนที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอาการของโรคนี้อาจจะส่งผลต่อการทำงานในแต่ละวันทำให้เสียเวลาและทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานลง และในขณะเดียวกันอาจมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์และสภาพทางกายในระยาว

โรคซึมเศร้า (Depression)
โรคซึมเศร้า (Depression)

ภาพรวมของโรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าอาจมีอาการแค่เพียงชั่วคราวหรืออาจเป็นในระยะยาว การรักษาไม่ได้ทำให้ภาวะซึมเศร้าหายขาด

อย่างไรก็ตามการรักษามักจะทำให้อาการดีขึ้น ซึ่งแพทย์อาจทำการศึกษาในการรักษาด้วยยา หากการรักษาไม่ได้ผลให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อช่วยสร้างแผนการรักษาด้วยวิธีอื่นๆที่สามารถรักษาอาการได้ดียิ่งขึ้น  

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

มีสาเหตุหลายอย่างของการเป็นโรคซึมเศร้า โดยสามารถจำแนกได้ทั้งทางชีวภาพตลอดจนสภาพแวดล้อม

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

  • หากมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีอารมณ์แปรปรวน
  • มีเรื่องฝังใจในวัยเด็ก เหตุการณ์บางอย่างสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายที่จะมีวิธีตอบสนองต่อความกลัวและสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้
  • โครงสร้างสมอง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นโรคซึมเศร้าหากสมองส่วนหน้า มีการทำงานน้อยลง อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหรือหลังที่เป็นโรคซึมเศร้า
  • เงื่อนไขทางการแพทย์ เงื่อนไขบางอย่างอาจทำให้คุณมีความเสี่ยงสูง เช่น โรคเรื้อรัง นอนไม่หลับ มีอาการปวดเรื้อรัง หรือโรคสมาธิสั้น (ADHD)
  • การใช้ยา ประวัติการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ในทางที่ผิดอาจส่งผลต่อความเสี่ยงของการเป็นโรคซึมเศร้าได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้าที่อาจส่งผลต่อโรคต่างๆให้กำเริบได้มีดังนี้:

  • โรคไขข้อ
  • โรคหอบหืด
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart Disease)
  • โรคมะเร็ง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคอ้วน

การตระหนักถึงความรู้สึกบางครั้งก็เป็นเรื่องปกติของชีวิต เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเศร้าหรือรู้สึกผิดหวังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าหากรู้สึกหมดหวังหรือสิ้นหวังบ่อยครั้งก็อาจจะสามารถปรับตัวและรับมือกับมันได้

โรคซึมเศร้านั้นถือว่าเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ร้ายแรงซึ่งมันสามารถทำให้อาการแย่ลงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ที่ได้รับการรักษามักจะมีอาการที่ดีขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

อาการของโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร

โรคซึมเศร้าเกิดจากการมีภาวะซึมเศร้าอาจเป็นมากกว่าอาการเศร้าหรือที่เรียกว่า “ความรู้สึกหดหู่”

สาเหตุหลักของอาการซึมเศร้านั้นมีหลากหลายสาเหตุที่สำคัญ บางอาการส่งผลกระทบต่ออารมณ์หรือร่างกาย ซึ่งอาการของโรคซึมเศร้าอาจจะเป็นๆหายๆหรืออาจจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาการของโรคซึมเศร้าจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไปทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก

ผู้ชายอาจมีอาการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • ภาวะแสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น ความโกรธ ความก้าวร้าว ความหงุดหงิด วิตกกังวล กระสับกระส่าย
  • สุขภาวะทางอารมณ์ การณ์รับรู้ของสภาพอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เช่น ความรู้สึกว่างเปล่า เศร้า สิ้นหวัง 
  • พฤติกรรม เช่น การไม่ได้รับความสนใจ ไม่ค้นพบความสุขกับกิจกรรมที่ทำอยู่ในแต่ละวัน ความรู้สึกเหนื่อยง่ายความคิดอยากฆ่าตัวตาย ดื่มมากเกินไป ใช้ยาเสพติด มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
  • ความสนใจทางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง ขาดประสิทธิภาพทางเพศ
  • ความสามารถทางปัญญา เช่น ไม่มีสมาธิ มีความยากลำบากในการทำงานให้สำเร็จ การตอบสนองล่าช้าในระหว่างการสนทนา
  • การนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ง่วงนอนมากเกินไป ไม่นอนตลอดทั้งคืน
  • สุขภาวะทางกาย เช่น ความเหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ปัญหาระบบย่อยอาหาร

ผู้หญิงอาจมีอาการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • อารมณ์ เช่น หงุดหงิด
  • สุขภาวะทางอารมณ์  เช่น รู้สึกเศร้าหรือว่างเปล่า วิตกกังวลหรือสิ้นหวัง
  • พฤติกรรม เช่น การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมต่างๆ การห่างหายจากการเข้าสังคม ความคิดฆ่าตัวตาย
  • ความสามารถทางปัญญา เช่น การคิดหรือการพูดช้าลง
  • รูปแบบการนอนหลับ เช่น ความยากลำบากในการนอนหลับตลอดทั้งคืน ตื่นเร็วนอน การนอนหลับที่มากเกินไป
  • สุขภาวะทางกาย เช่น พลังงานที่ลดลง ความเหนื่อยล้าที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงความอยากอาหาร การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก ปวดเมื่อย ปวดศีรษะปวดศีรษะบ่อยขึ้น

เด็กอาจมีอาการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • อารมณ์ เช่น หงุดหงิด ความโกรธ อารมณ์แปรปรวน ร้องไห้
  • สิ้นหวังร้องไห้และเศร้าอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรม เช่น การมีปัญหาในโรงเรียน ปฏิเสธการไปโรงเรียน  หลีกเลี่ยงที่จะเจอเพื่อนหรือพี่น้อง ผลการเรียนลดลง 
  • การคิดถึงความตายหรือการฆ่าตัวตาย
  • ความสามารถทางปัญญา เช่น ความยากลำบากในการตั้งใจเรียนลดลง ตั้งใจทำงานลดลง การเปลี่ยนแปลงของระดับผลการเรียน
  • การนอนหลับ เช่น นอนหลับยากหรือนอนมากเกินไป
  • สุขภาวะทางกาย เช่น การสูญเสียพลังงาน ปัญหาระบบย่อยอาหาร อาการผิดปกติของความอยากอาหาร การลดน้ำหนักหรือน้ำหนักเพิ่ม

ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดจะประสบกับโรคซึมเศร้าเช่นกัน นอกเหนือจากสาเหตุเหล่านี้ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคซึมเศร้า ได้แก่ :

  • ความเชื่อมั่นในตนเองต่ำหรือทำร้ายตนเอง
  • มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิต
  • ยาบางชนิด
  • เหตุการณ์ที่ตึงเครียด เช่น การสูญเสียคนที่รัก ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือการหย่าร้าง

มีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกต่อโรคซึมเศร้า เช่นเดียวกับผู้ที่มีการพัฒนาทางสภาพร่างกายและผู้ที่ไม่มีการพัฒนาทางสภาพร่างกาย

การทดสอบอาการซึมเศร้า

มีการทดสอบหลายอย่างเพื่อวินิจฉัยภาวะโรคซึมเศร้า แต่แพทย์สามารถทำการวินิจฉัยตามอาการและการประเมินทางจิตวิทยา

โดยส่วนใหญ่จะถามชุดคำถามแก่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าดังนี้:

  • อารมณ์ความรู้สึก
  • ความอยากอาหาร
  • รูปแบบการนอนหลับ
  • การทำกิจกรรม
  • ความคิด

เนื่องจากภาวะซึมเศร้าสามารถเชื่อมโยงกับได้กับหลายปัญหาสุขภาพ  แพทย์อาจทำการตรวจร่างกายและการและการทำงานของเลือด บางครั้งปัญหาต่อมไทรอยด์หรือการขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

อย่าละเลยอาการซึมเศร้า หากอารมณ์ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงบ่อควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อาการซึมเศร้าเป็นโรคสุขภาพจิตที่ร้ายแรงที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

หากไม่ได้รับการรักษาภาวะแทรกซ้อนอาจรวมถึง:

  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • ความเจ็บปวดทางกาย
  • ปัญหาของพฤติกรรม
  • การโดนทำร้ายจนขวัญเสีย
  • ปัญหาความสัมพันธ์
  • การแยกตัวออกจากสังคม
  • ความคิดฆ่าตัวตาย
  • การทำร้ายตัวเอง

ประเภทของโรคซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ บางคนมีประสบการณ์ไม่รุนแรงและไม่นานในขณะที่บางคนมีประสบที่รุนแรงและหดหู่อย่างต่อเนื่อง

มีสองประเภทหลัก: major depressive disorder และ persistent depressive disorder

โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชั่น (major depressive disorder)

โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชั่น คือ โรคซึมเศร้าในรูปแบบที่รุนแรง ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่คงอยู่ของความเศร้าความสิ้นหวังและความไร้ค่าที่ไม่หายไป

หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้หรือไม่จะต้องมีอาการต่อไปนี้ตั้งแต่ 5 สัปดาห์ขึ้นไปและต้องมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่ในช่วง 2 สัปดาห์แรก:

  • รู้สึกหดหู่เกือบทั้งวัน
  • การสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่ทำอยู่ประจำ
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  • นอนหลับเยอะหรือนอนไม่หลับ
  • การคิดหรือการเคลื่อนไหวช้าลง
  • เหนื่อยล้าหรือไม่อยากทำการใดๆ
  • ความรู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิด
  • การสูญเสียสมาธิหรือไม่กล้าตัดสินใจ
  • ความคิดซ้ำ ๆ เกี่ยวกับความตายหรือการฆ่าตัวตาย

หรืออาจจะสามารถจำแนกเป็นกลุ่มย่อยๆที่แตกต่างกันของโรคซึมเศร้าที่เรียกว่า “specifiers”

ซึ่งรวมถึงอาการเหล่านี้:

  • คุณสมบัติที่ผิดปกติ
  • ความวิตกกังวล
  • คุณสมบัติของลักษณะรูปร่างหน้าตา
  • เริ่มมีอาการในระหว่างการตั้งครรภ์หรือหลังคลอด
  • ฤดูกาล
  • ความเศร้า
  • โรคทางจิต
  • อาการเคลื่อนไหวน้อยหรือมากเกิน

โรคซึมเศร้าแบบเพอซิสเทน ดีเพรสซีพ ไดโซเดอร์ (persistent depressive disorder) เป็นรูปแบบของภาวะซึมเศร้าที่ไม่รุนแรงแต่รักษาให้หายขาดได้ยาก

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าชนิดนี้ต้องมีอาการอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งโรคซึมเศร้าชนิดนี้จะสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตได้มากกว่าเพราะเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดได้ยาก

อาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแบบเพอซิสเทน ดีเพรสซีพ ไดโซเดอร์ มีดังนี้:

  • หมดความสนใจในกิจกรรมประจำวัน
  • รู้สึกสิ้นหวัง
  • ขาดประสิทธิภาพ
  • มีความมั่นใจในตนเองต่ำ

วิธีการรักษาโรคซึมเศร้า

การอยู่กับภาวะซึมเศร้าอาจเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาสามารถช่วยปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาที่เป็นไปได้

การรักษาทางการแพทย์และการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตได้แก่:

การใช้ยารักษา

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารับประทานยา:

  • ยาซึมเศร้า
  • ยารักษาภาวะวิตกกัวล
  • ยารักษาโรคจิต

จิตบำบัด

การพูดกับจิตแพทย์อาจจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ทักษะเพื่อรับมือกับความรู้สึกด้านลบ การบำบัดด้วยการพูดคุยกับจิตแพทย์อาจมีบุคคลในครอบครัวให้ความร่วมมือด้วยจะเป็นตัวช่วยในการรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 

แสงบำบัด

การได้รับแสงสีขาวสามารถช่วยควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและสามารถลดอาการของโรคซึมเศร้า ได้ การรักษาด้วยแสงมักใช้ในโรคซึมเศร้าชนิดที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา 

ทางเลือกของการบำบัด

ควรพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักบำบัดจิตเพื่อรักษาอาการของโรคซึมเศร้าก่อนทานอาหารเสริม หรือยาตามใบสั่งแพทย์ เนื่องจากอาหารเสริมบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ทานได้ อาหารเสริมบางชนิดอาจส่งผลให้อาการซึมเศร้าแย่ลง หรือทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง 

การออกกำลังกาย 

ควรตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายอย่างน้อย 3-5 วัน การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินได้มากขึ้น พร้อมทั้งช่วยปรับฮอร์โมนทางด้านอารมณ์อีกด้วย 

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติด 

ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์และเครื่องดื่มที่เป็นสารเสพติด เครื่องดื่มเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นได้เล็กน้อย ในระยะเวลาสั้นๆ แต่หากดื่มเป็นเวลานานติดต่อกันกัน หากส่งผลให้อาการซึมเศร้าและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีก 

เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ

การรู้สึกจมดิ่ง อาจยิ่งทำให้อาการวิตกกังวลและอาการคนเป็นโรคซึมเศร้าแย่ลง การกำหนดขอบเขตในอาชีพและชีวิตส่วนตัวของคุณสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ควรปรับวิธีการใช้ชีวิตให้เหมาะกับสังคมรอบข้างและไม่ควรยึดติดมากจนเกินไป

การดูแลตัวเอง

การดูแลรักษาอาการของโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง รวมไปถึงการนอนหลับพักผ่อน รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลียงการอยู่ใกล้ผู้คนที่คิดลบ หรือผู้คนที่มีอคติตลอดเวลา และเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ อาการของโรคซึมเศร้าอาจไม่ได้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แต่อาจมุ่งเน้นไปทางดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าด้วยการรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจที่ดี จะส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้าได้ดีมากยิ่งกว่า

การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยวิธีธรรมชาติ

การรักษาโรคซึมเศร้าแบบดั้งเดิมใช้การรักษาแบบผสมผสานระหว่างการทานยาตามคำแนะนำของแพทย์และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง แต่ทั้งนี้ยังมีทางเลือกด้วยการรักษาแบบธรรมชาติร่วมด้วย สิ่งสำคัญของการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องศึกษาวิธีการรักษาอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ส่งผลข้างเคียงต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วย

อาหารเสริม: 

อาหารเสริมหลายประเภทที่มีผลในเชิงบวกต่ออาการซึมเศร้า มีดังนี้: 

  • S-adenosyl-L-methionine (SAMe) : ยาชนิดนี้บรรเทาอาการซึมเศร้า ที่เห็นผลดีที่สุดในผู้ที่เลือกใช้ 
  • Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) : ยาชนิดนี้เป็นยาแก้ซึมเศร้าแบบดั้งเดิม
  • 5-hydroxytryptophan (5-HTP) :ยาชนิดนี้  เป็นอาหารเสริมที่คนพยายามใช้เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตใจและระบบภูมิคุ้มกัน 5-HTP 
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 : คือกรดไขมันที่จำเป็น มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและสมอง การรับประทานอาการที่มีโอเมก้า 3 อาจช่วยลดอาการซึมเศร้า

การใช้น้ำมันหอมระเหย

น้ำมันหอมระเหย หมายถึง ของเหลวที่ระเหยได้ง่าย ไม่ละลายในน้ำ มีกลิ่นหอม แยกออกได้ด้วยสารสกัด โดยการกลั่นด้วยไอน้ำ หรือการกลั่นด้วยน้ำ จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล  การบรรเทาด้วยน้ำมันหอมระเหยต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ด้วยพืชจากธรรมชาติ เช่:

  • ขิงป่า: การสูดดมกลิ่นของขิงป่าอาจกระตุ้นให้ตัวรับเซโรโทนินในสมอง อาจช่วยลดการกระตุ้นฮอร์โมนความเครียด ให้ทำงานช้าลง
  • มะกรูด: ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลที่เกิดจากภาวะซึมเศร้า

น้ำมันหอมระเหยจากพืชชนิดอื่น ๆ เช่นดอกคาโมไมล์ หรือน้ำมันดอกกุหลาบ ส่งผลให้ใจเย็น นิ่ง แต่อาจช่วยแค่ในระยะสั้นๆ  

การทานวิตามิน

วิตามินเป็นสิ่งสำคัญต่อส่วนต่างๆของร่างกาย ในส่วนของการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ถูกค้นพบว่ามีวิตามิน 2 ชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษในการลดอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ดังนี้ : 

วิตามิน บี : วิตามินบี-12 และวิตามินบี 6 ช่วยเสริมสร้างในการบำรุงสมอง เมื่อวิตามินบีในร่างกายน้อยเกินไป อาจะส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น 

วิตามิน ดี : แสงอาทิตย์ที่เราเข้าใจกันอยู่แล้วว่ามีวิตามินดี หากร่างกายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีโอกาสได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์บ้าง วิตามินดีมีความสำคัญต่อสมอง หัวใจ และกระดู ผู้ป่วยที่มีอาการเป็นโรคซึมเศร้าควรได้รับวิตามินดีอย่างสม่ำเสมอ  

มีสมุนไพรหลายชนิด อาหารเสริม และวิตามิน ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าผ่อนคลายจากความเครียด ความวิตกกังวล ที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้แสดงให้ว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาในทางการแพทย์ได้มากนัก 

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ไม่ได้สามารถป้องกันได้ทั่วไป การรักษาค่อนข้างยากเนื่องจากอาจจะไม่ทราบสาเหตุของภาวะการเป็นโรคซึมเศร้าอย่างแน่ชัด นั่นก็หมายถึง การป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้านั่นเป็นไปได้ยาก 

แต่หากมีประสบการณ์เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาแล้ว ผู้ป่วยสามารถเตรียมวิธีป้องกันและรับมือได้ง่ายขึ้นได้ในอนาคตโดยการเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาอาการซึมเศร้าได้ดียิ่งขึ้น 

เทคนิคที่สามารถช่วยรักษาอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีดังนี้ : 

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความโกรธ 
  • สร้างสัมพันธ์ไมตรีต่อผู้อื่น

โรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว  (Bipolar depression)

การรักษาโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว มี 2 ชนิด เมื่อบุคคลนั้นประสบกับภาวะซึมเศร้า

ผู้ที่มีโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอาจประสบกับอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายมาก  ยกตัวอย่างเช่น จะมีพลังงานเยอะตอนอยู่ในภาวะโกรธ และจะมีพลังงานต่ำตอนอยู่ในภาวะซึมเศร้า แต่ส่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้วของผู้ป่วยด้วย หากได้รับการวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ 1 แสดงว่าผู้ป่วยจะมีอาการแค่คุ้มคลั่ง แต่ไม่มีภาวะซึมเศร้า 

อาการของภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีโรค มีดังนี้ 

  • ขาความสนใจ หรือความสนุกสนานแม้อยู่ในระหว่างการทำกิจกรรมที่เพลิดเพลิน 
  • รู้สึกเศร้าวิตกกังวล   หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ว่างเปล่า
  • ไม่มีแรง หรือไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานให้สำเร็จลุลวง
  • มีปัญหาในด้านความจำ 
  • นอนมากเกินไปหรือนอนไม่หลับ 
  • มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือน้ำหนักลดลง เป็นผลมาจากความอยากอาหารเพิ่มขึ้นหรือความอยากทานอาหารลดลง
  • ร่ำร้อง เรียกหาความตาย หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย 

ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนแบบสองขั้ว หากได้รับการรักษาแล้ว อาจทำให้มีอาการรุนแรงและซึมเศร้าน้อยลง 

อาการซึมเศร้าและความวิตกกังวล

ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันหลายอย่าง เช่น : 

  • อาการหงุดหงิด
  • มีปัญหาทางด้านความจำ และการมีสมาธิ 
  • มีปัญหาการนอนหลับ

ทั้งนี้การรักษาอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล สามารถรักษาได้ด้วย:

  • ใช้วิธีจิตบำบัด
  • การรักษาด้วยยา
  • การบำบัด ซึ่งรวมถึงการสะกดจิต

โรคซึมเศร้าและโรคย้ำคิดย้ำทำ Obsessive-compulsive disorder (OCD) 

เป็นรูปแบบของโรควิตกกังวลประเภทหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความคิดที่กระตุ้นให้เกิดความสับสนวุ่นวายที่โผล่ขึ้นมาในหัวซ้ำๆและทำให้เกิดความหวาดกลัว โดยความกลัวเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือตามกฎเกณฑ์ที่ตนกำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเกิดความคิดไม่สบายใจ

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค OCD มักพบว่าตัวเองวนอยู่ในภาวะที่ถูกครอบงำและการถูกบังคับ หากมีพฤติกรรมเหล่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกโดดเดี่ยวและจะนำไปสู่การปลีกตัวจากเพื่อนและการเข้าสังคมซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

สำหรับคนที่อยู่ในภาวะ OCD จะมีภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลและสับสนที่สามารถเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอีกซ้ำๆ 

การวินิจฉัยนี้อาจเกิดมาจากวัยเด็ก ที่เคยโดนการบีบบังคับเป็นครั้งแรกในวัยเด็กและส่งผลทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปกติ ซึ่งสามารถนำไปสู่การปลีกตัวออกจากเพื่อน ๆ และอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการที่จะพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าในเด็กได้

อาการซึมเศร้ากับโรคผิดปกติทางจิต

ผู้บางคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะมีอาการของโรคทางจิตอื่นที่เรียกว่าโรคจิต เมื่อทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันก็เป็นที่รู้จักกันว่าโรคจิตซึมเศร้า

โรคจิตซึมเศร้า ผู้ที่มีอาการนี้อาจประสบกับความเศร้าความสิ้นหวังและความวิตกกังวล

การรวมกันของทั้งสองเงื่อนไขนี้อาจทำให้เกิดความอันตรายเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพราะคนที่มีอาการจิตซึมเศร้าอาจมีอาการหลงผิดที่อาจจะทำให้มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ

ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของทั้งสองเงื่อนไขหรือสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ แต่การรักษาสามารถบรรเทาอาการนี้ได้ อาจจะเป็นการรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT)และรวมถึงการรักษาด้วยยา

อาการซึมเศร้าระหว่างการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์มักเป็นเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้คน อย่างไรก็ตามยังเป็นเรื่องปกติที่หญิงตั้งครรภ์มักจะมีอาการซึมเศร้า

อาการของภาวะซึมเศร้าในระหว่างตั้งครรภ์รวมถึง:

  • การเปลี่ยนแปลงด้านความอยากอาหารหรือพฤติกรรมการกิน
  • รู้สึกสิ้นหวัง
  • รู้สึกกังวลความกังวล
  • หมดความสนใจในกิจกรรมและสิ่งต่าง ๆ ที่เคยสนุก
  • ความเศร้า เสียใจโศกในระยะเวลานาน
  • มีปัญหาทางด้านความจำ 
  • ปัญหาการนอนหลับ รวมถึงการนอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  • ความคิดถึงความตายหรือการคิดฆ่าตัวตาย

การรักษาภาวะซึมเศร้าในระหว่างตั้งครรภ์อาจเน้นไปที่การพูดคุยกับจิตแพทย์และการรักษาแบบธรรมชาติ

ในขณะที่ผู้หญิงบางคนที่ใช้ยาแก้อาการซึมเศร้าในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะปลอดภัยหรือไม่ แพทย์อาจจะให้ลองรักษาด้วยทางเลือกอื่นจนกว่าจะคลอดลูก

ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าสามารถเป็นได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะคลอดทารกแล้วก็ตาม อาการซึมเศร้าหลังคลอดซึ่งเรียกว่า peripartum เป็นความกังวลอย่างจริงจังสำหรับคุณแม่มือใหม่

ภาวะซึมเศร้าและแอลกอฮอล์

การวิจัยได้สร้างการเชื่อมโยงระหว่างแอลกอฮอล์และภาวะซึมเศร้า ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามีแนวโน้มที่มาจากการใช้แอลกอฮอล์ในทางที่ผิด

การดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้งอาจทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลงและผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะใช้แอลกอฮอล์ในทางที่ผิด


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team