โรคโนโรไวรัส

โรคโนโรไวรัส (Norovirus) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โนโรไวรัส (Norovirus) คือ ไวรัสในกระเพาะอาหาร และลำไส้ที่ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสโดยตรง หรือโดยอ้อมกับผู้ติดเชื้อ เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และศูนย์รับเลี้ยงเด็ก

ส่วนใหญ่แล้วทุกคนต้องเคยติดเชื้อโนโรไวรัส เพราะนี่ความเจ็บป่วยที่พบบ่อยของกระเพาะอาหาร และลำไส้ โนโรไวรัสเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษอย่างหนึ่ง เพราะสามารถได้รับจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน 

กำลังโหลด

อาการที่ชัดเจนของโนโรไวรัสคือ อาเจียนและถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ไม่มีเลือด อาการเหล่านี้มักเริ่มภายใน 12 – 48 ชั่วโมง หลังจากได้รับเชิ้อและอยู่ได้นานถึง 3 วัน คนส่วนมากมักฟื้นตัวได้เต็มที่

ไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง หลักๆ คือการพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะขาดน้ำ โนโรไวรัสนั้นเป็นอันตรายมากหากพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด โดยอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

เนื่องจากมีโนโรไวรัสหลายสายพันธุ์ การที่เคยติดแล้วไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันและไม่เป็นอีก โดยสามารถลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคได้โดยล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ

Norovirus

อาการท้องเสียจากโนโรไวรัส

อาการของการติดเชื้อมักเกิดขึ้นช่วง 12 – 48 ชั่วโมงหลังจากที่สัมผัสกับไวรัส โดยสามารถแสดงอาการที่ไม่รุนแรงและรุนแรงได้ โดยอาการบางอย่างได้แก่

อาการจะคงอยู่อยู่ระหว่าง 24 – 72 ชั่วโมง โปรดพบแพทย์หากอาการยังคงอยู่เกินกว่านั้น หรืออุจจาระเป็นเลือด อาการท้องร่วงอย่างรุนแรงส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยอาการขาดน้ำมีดังนี้

กำลังโหลด
  • ปากและคอแห้ง
  • ปัสสาวะลดลง หรือปัสสาวะมีสีเข้ม
  • กรณีเด็ก ไม่ปัสสาวะนาน 12 ชม.
  • ตาโหล
  • ง่วงนอน และอ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะ
  • เวียนศีรษะ
  • มึนงงและง่วง
  • หัวใจเต้นเร็ว

หากเด็กๆ ร้องไห้โดยไม่หลั่งน้ำตานั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำอย่างมาก รีบไปพบแพทย์ทันที พวกเขาอาจจะงอแงกว่าปกติ

การขาดน้ำอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะกลุ่มคนต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ผู้ที่มีภาวะสุขภาพมาก่อน
  • ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก
  • ผู้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิด

สาเหตุของการท้องเสียจากโนโรไวรัส

การติดเชื้อเริ่มต้นเมื่อสัมผัสกับไวรัส อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อก่อนจะแตะปากหรือจมูก นั่นคือเมื่ออนุภาคเล็ก ๆ ของเชื้อเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย

ผู้ป่วยจะไม่มีทางไม่รู้ตัวขณะที่อนุภาคเข้าไปในหลอดอาหาร เชื้อจะผ่านกระเพาะอาหาร และเข้าสู่ลำไส้ข ลำไส้เป็นแหล่งสะสมของโนโรไวรัสซึ่งดูเหมือนว่าจะมีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว และร่างกายจะสั่งให้แอนติบอดี้จัดการเชื้อเหล่านั้น

โดยส่วนใหญ่แอนติบอดีจะสามารถกำจัดไวรัสเหล่านั้นได้ภายใน 3 วัน แต่อาจใช้เวลาในการกำจัดนานถึง 2 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น

การรักษาอาการท้องเสียจากโนโรไวรัส

ไม่มียาสำหรับกำจัดโนโรไวรัสโดยตรง เพราะไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงไม่สามารถช่วยได้ การรักษาส่วนใหญ่เพื่อป้องกันอาการไม่ให้แย่ลง โดยป้องกันการขาดน้ำเป็นหลัก ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเพื่อดูแลผู้ป่วย

พักผ่อนให้เพียงพอ

อย่าออกแรงเยอะ ควรจะพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้เพียงพอ

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อเพิ่มอิเล็กโทรไลต์ ขอแนะนำให้ใช้สารละลายให้ความชุ่มชื้นในช่องปาก เช่น Pedialyte ซึ่งจำเป็นมากในผู้ป่วยวัยเด็กและทารก

เกลือแร่ ไอศกรีม และน้ำซุป เป็นอาหารที่แนะนำสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่เท่านั้น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก แอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม

รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์

ทารกควรดื่มนมแม่ต่อไป หรือดื่มนมที่เป็นประโยชน์สำหรับทารก

สำหรับเด็กโต และผู้ใหญ่ ควรรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ได้แก่

  • น้ำซุป
  • ก๋วยเตี๋ยว
  • ข้าว
  • พาสต้า
  • ไข่
  • มันฝรั่ง
  • ขนมปังหรือแครกเกอร์
  • ผลไม้สด
  • โยเกิร์ต
  • เจลโล่
  • ผักปรุงสุก
  • โปรตีนที่ไม่ติดมัน เช่น ไก่และปลา

พบแพทย์

ผู้ป่วยสามารถลองใช้ยาต้านอาการท้องร่วงที่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป (OTC) ยกเว้นกรณีที่อุจจาระเป็นเลือด หรือท้องเสียอย่างรุนแรง อย่าให้ยาประเภทนี้แก่ทารกหรือเด็กที่มีอาการอาเจียน หรือท้องร่วง เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ปกติแล้วอาการจะต้องดีขึ้นภายใน 2-3วัน

หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์

  • มีไข้
  • สูญเสียน้ำอย่างต่อเนื่อง
  • ท้องร่วงรุนแรง หรือเป็นมากกว่า 3 วัน
  • อุจจาระเป็นเลือด
  • ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ร้ายแรง
  • รับประทานยาต้านท้องร่วง แต่ยังไม่หายดี

หากอาการท้องร่วงไม่หายไปภายใน 3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์

โนโรไวรัสในเด็ก

ทารก และเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโนโรไวรัส โดยมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าวัยผู้ใหญ่

อาการในทารกและเด็กได้แก่

  • หงุดหงิดหรืองอแง
  • ง่วงนอน
  • อาเจียน
  • ท้องร่วง

หากมีการอาเจียน หรือท้องร่วงก็ยิ่งเสี่ยงกับการสูญเสียน้ำของร่างกาย หากเด็กๆ มีอาการอาเจียน หรือท้องเสียโปรดพบกุมารแพทย์ โดยเฉพาะอาการต่อไปนี้

  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน และมีอาการอาเจียน หรือท้องร่วง
  • ถ่ายเหลวภายใน 24 ชั่วโมง
  • อาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง ใน 24 ชั่วโมง
  • ผิวซีด
  • ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • ตาโหล
  • มีไข้
  • เซื่องซึมหรือตอบสนองน้อยกว่าปกติ
  • มีอาการท้องร่วงเป็นเลือด
  • เวียนหัว
  • ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • มีอาการเป็นเวลานานกว่า 2 วัน
  • มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย

โนโรไวรัสเป็นโรคติดต่อไหม?

โนโรไวรัสเป็นโรคติดต่อ ทุกคนสามารถรับไวรัสได้ และนั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นอีก ลักษณะของการติดต่อได้แก่

  • เพียง 18 อนุภาคไวรัส ก็สามารถทำให้ป่วยได้
  • ไวรัสมีระยะฟักตัวสั้น ทำให้สามารถแพร่ไปทั่วร่างกายโดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ
  • ไวรัสมีความทนทาน และสามารถอยู่รอดนอกร่างกายได้เป็นเวลาหลายวัน
  • ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสต่อไปได้นานกว่า 2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น
  • ในบางคนที่ติดเชื้อไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังคนอื่นๆ ได้

นี่คือสิ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโนโรไวรัส

  • การพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน หรือพักในสถานเลี้ยงเด็ก หรือบ้านพักคนชราเป็นเวลานาน ไวรัสแพร่กระจายเร็ว เพราะความใกล้ชิด การพักที่รีสอร์ตหรือโรงแรมก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
  • การสัมผัสกับผู้ป่วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสกับอาเจียนหรืออุจจาระ
  • การแบ่งปันอาหาร หรือใช้ช้อนส้อมร่วมกับผู้ป่วย
  • รับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัย

การแพร่เชื้อโนโรไวรัส

การแพร่เชื้อทำได้ง่าย ใช้เวลาเพียงไม่นานในการสัมผัสก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ด้วยระยะฟักตัวที่สั้นคุณสามารถแพร่กระจายได้ก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วย และแม้ว่าอาการจะหายไปแล้วแต่หลังจากนั้นยังคงแพร่เชื้อได้นาน 2-3 วัน หรือมากกว่า 1 เดือน

เชื้อโรคสามารถทนความร้อนจัด หนาวจัด และอยู่ภายนอกร่างกายได้นานหลายวัน

ปกติแล้วโนโรไวรัสแพร่กระจายผ่านทางอุจจาระ  ปาก แต่ก็สามารถแพร่กระจายผ่านละอองของอาเจียนได้เช่นกัน โดยสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการสัมผัสระหว่างบุคคล เช่น เมื่อจับมือผู้ป่วย แล้วไม่ล้างมือให้สะอาด หรือการสัมผัสด้วยปากเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ติดเชื้อได้

การแพร่เชื้อทางอ้อมได้แก่ อาหาร น้ำ หรือผิวสัมผัสปนเปื้อน เพียงแค่สัมผัสลูกบิดประตู หรือโทรศัพท์มือถือที่ติดเชื้อ ก็สามารถติดต่อได้ เมื่อมีคนอาเจียนออกมาไวรัสอาจแพร่กระจายไปในอากาศได้ ดังนั้นหากไวรัสเข้าไปในปาก ก็จะแพร่สู่ลำไส้โดยทันทีโนโรไวรัสนั้นแพร่กระจายได้ง่ายในกลุ่มคนจำนวนมาก

การป้องกันโนโรไวรัส

  1. ล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่บ่อยๆครั้งละประมาณ 20 วินาที (ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เจลแทนการล้างมือเพราะ Norovirus เป็นไวรัสกลุ่ม Non-Enveloped virus ไวรัสกลุ่มนี้จะมีความทนต่อกรดต่อแอลกอฮอล์สูง) 
  2. ล้างมือให้สะอาดหลังการใช้ห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
  3. หลีกเลี่ยงน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด เชื้อไวรัสจะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมในน้ำได้นาน
  4. ล้างผักและผลไม้ก่อนรับประทานอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. ปรุงอาหารให้สุกเสมอก่อนรับประทาน
  6. ทิ้งเศษอาเจียนและอุจจาระอย่างระมัดระวัง โดยใช้ผ้าชุปน้ำหมาดๆซับเพื่อไม่ให้มีการฟุ้งกระจายและทิ้งลงในถุงพลาสติกมัดปากให้สนิท
  7. ฆ่าเชื้อไวรัสในพื้นที่ปนเปื้อนด้วยสารละลายคลอรีน
  8. ผู้ป่วยควรงดการทำอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
  9. ผู้ป่วยในเด็กเมื่อได้รับเชื้อ ควรงดไปโรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
  10. หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลจนกว่าจะอาการจะดีขึ้น

นี่คือที่มาของแหล่งบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

เกี่ยวกับผู้แต่ง


Leave a Reply