ฝ้า (Melasma) : อาการ การรักษา

ฝ้าคืออะไร

ฝ้า (Melasma) คือ ฝ้าเป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบบ่อยมักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยจะมีรอยจุดน้ำตาลหรือดำบนใบหน้าโดย 90% ของคนที่เป็นหน้าเป็นฝ้ามักจะเป็นผู้หญิง

ฝ้า (Melasma)

สาเหตุของการเกิดฝ้าและปัจจัยเสี่ยง

ฝ้าเกิดจากการที่เม็ดสีผิวถูกผลิตออกมามากเกินไป โดยมีแสงแดดหรือรังสี UV หรือฮอร์โมนเป็นปัจจัยกระตุ้น  รวมไปถึงความเครียดและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอส่วนใหญ่ปัญหาฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 แต่หากโดนแดดมากเกินไปก็สามารถเป็นฝ้าได้ก่อนวัย   ในคนท้อง หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิด อาจจะส่งผลให้เกิดฝ้าได้ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป

อาการของฝ้า

ฝ้า หรือ Melasma คือจุดสีผิวที่มีสีเข้มกว่าสีผิวปกติบนใบหน้าหรือส่วนอื่น ๆ บางครั้งอาจจะเป็นจุดสีน้ำตาลอ่อน หรือจุดสีน้ำตาลเข้ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้าด้วย ฝ้ามักจะเกิดขึ้นบริเวณแก้ม หน้าผาก จมูก และคาง 

ฝ้ามีแบ่งได้เป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ

  • ฝ้าแดดเกิดจากรังสี UVA และ UVB ที่มาจากแสดงแดด หรือหลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ลักษณะฝ้าแดดจะมีจุดสีผิวสีน้ำตาลอ่อน ๆ หรือเข้ม
  • ฝ้าเลือดเกิดจากฮอร์โมน จะทำให้ผิวแดงเมื่อโดนความร้อนและแสง 

ชนิดของฝ้าแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • ฝ้าตื้น จะเกิดบริเวณผิวหนังชั้นนอก เป็นสีน้ำตาล เกิดขึ้นได้ง่าย และรักษาให้หายง่ายด้วยเช่นกัน
  • ฝ้าลึก อยู่ลึกลงไปใต้ผิวผิวหนังกำพร้า ลักษณะของฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง รักษายาก อาจจะทำให้จางลงได้เท่านั้นแต่จะไม่หายไป

การรักษาฝ้า

วิธีรักษาฝ้าเลือดหากฝ้าเกิดจากการตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุม ฝ้าประเภทนี้สามารถหายไปได้เอง 

วิธีรักษาฝ้าแดด มีหลากหลายทางเลือกที่สามารถทำได้ ตามคลีนิครักษาฝ้าจะให้บริการทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทายารักษาฝ้า หรือการใช้วิธีทางการแพทย์ดังนี้ 

  • การทายาทาฝ้า โดยแพทย์จะสั่งจ่ายยาจำพวก ไฮโดรควิโนน หรือครีมที่มีกรดวิตตามินเอ เป็นครีมแก้ฝ้าที่จะทำให้หน้าใสฝ้าจางลง เแต่ไม่สามารถซื้อมาใช้เองได้ ครีมรักษาฝ้าให้หายขาดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของฝ้า ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้งาน
  • ยากินรักษาฝ้า (Tranexamic acid) ยานี้ถูกนำมาใช้ในรักษาฝ้านั้นเนื่องจากฤทธิ์ของยาที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ จึงทำให้ลดฝ้าลงได้
  • การลอกผิว หรือ Peeling สามารถทำได้ทั้งในระดับตื้นและลึก ซึ่งทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังที่จะดูความเหมาะสม
  • การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ โดยวิธีนี้เป็นที่นิยมที่สุด โดยจะใช้เป็นคลื่นแสงเช่น IPL
  • การใช้สมุนไพรรักษาฝ้า มีหลากหลายวิธีแต่อาจจะไม่เห็นผลได้ชัดเจนและต้องใช้เป็นเวลานาน และมีหลากหลายสูตรรักษาฝ้าจากสมุนไพร
  • การฉีดสเต็มเซลล์รักษาฝ้า สเต็มเซลล์ก็สามารถช่วยลดฝ้าได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์จากรกของเด็กที่เพิ่งคลอด หรือสเต็มเซลล์จากแกะ
  • การทำไอออนโต Iontophoresis เป็นการนำกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ เข้ามาช่วยร่วมกับการใช้ยาแก้ฝ้า สามารถผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้บนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น

และที่สำคัญเราควรดูแลผิวจากภายในโดยการรับประทานวิตตามิน เอ ซี อี เพื่อบำรุงผิว อาจจะไม่ใช่วิตตามินรักษาฝ้าโดยตรงแต่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี 

การวินิจฉัยฝ้า

แพทย์สามารถวินิจฉัยฝ้าได้เพียงแค่การมองด้วยสายจา หรือนอกจากนี้การใช้แสงพิเศษเข้ามาช่วยก็อาจจะเป็นได้ เพื่อจะดูความลึกของฝ้า 

การรับมือกับปัญหาฝ้า

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาดนั้นยังไม่มี ในการรักษาฝ้านั้น ไม่ได้การันตีว่าฝ้าจะหายไป หรือกรณีที่ฝ้าดีขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ้าจะไม่กลับมาอีก ดังนั้นการดูแลตัวเองอย่างระมัดระวัง หมั่นทาครีมทาฝ้า จะช่วยไม่ให้อาการแย่ลงไปกว่าเดิม คุณสามารถปฎิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้ : 

  • ทากันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกครั้งก่อนออกแดด
  • สวมหมวกเพื่อปกป้องใบหน้า
  • เลือกครีมที่เหมาะสมที่แพทย์แนะนำและใช้อย่างระมัดระวัง

หากคุณมีความกังวล การเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังเพื่อเลือกรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผิวคุณในการรักษา


ลิงค์ด้านล่างนี้เป็นแหล่งข้อมูลของบทความของเรา

เขียนโดย แพทย์หญิงวิกานดา รัตนพันธ์

แพทย์หญิงวิกานดา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง ประกอบหน้าที่อยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เธอมีความเชื่อว่าผิวพรรณที่มีสุขภาพดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ดังนั้นความตั้งใจของเธอคือต้องการช่วยให้ทุกคนมีผิวพรรณที่มีสุขภาพดี ปราศจากโรคทางผิวหนัง และแพทย์หญิงวิกานดาเป็นหนึ่งในแพทย์ที่เก่งมากคนหนึ่งในประเทศ

Leave a Reply