โรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) : สาเหตุ ประเภท อาการ

โรคจอประสาทตาเสื่อมคืออะไร

จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) เกิดจากการที่ตามีปัญหาการมองเห็นเนื่องจากที่จุดรับภาพตรงกลางของตานั้นเสื่อมลง ซึ่งการมองเห็นแบบปกตินั้น มีจุดรับภาพตรงกลางซึ่งมองสิ่งของที่อยู่หน้าของคุณ และการมองเห็นด้านข้างคือสิ่งที่คุณมองเห็นด้านข้าง และการที่จอประสาทตาเสื่อมนั้นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด เพราะไม่ได้มีผลกระทบต่อจุดรับรับภาพส่วนปลายที่ตาของคุณ

โรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration)

สาเหตุจอประสาทตาเสื่อม

สาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา ซึ่งเป็นพื้นที่เล็กในดวงตา ที่เป็นจุดศูนย์กลางของดวงตา ที่อยู่ด้านหลังของลูกตา

ทางการแพทย์ไม่ได้ทราบสาเหตุที่ชัดเจนสำหรับโรคจอประสาทตาเสื่อม แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบางอย่างก็ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นจอประสาทตาเสื่อมได้ ความเสี่ยงของการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมมีดังนี้:

  • อายุมากกว่า 65 ปี
  • มีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • การสูบบุหรี่
  • มีน้ำหนักตัวเยอะ
  • มีโรคหัวใจและหลอดเลือด

ประเภทของจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อมมีอยู่ 2 ประเภทคือจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง และจอประสาทเสื่อมตาชนิดเปียก

จอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้งนั้น เป็นอาการที่คนทั่วไปนั้นพบบ่อยที่สุด ซึ่งส่งผลประมาณ 85 ถึง 90 เปอร์เซนต์ ของคนที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อม อาการนี้เกิดจากจุดสีเหลืองที่เรียกว่าดรูเซนเข้าไปสะสมในจอประสาทตา อาการนี้ทำให้จอประสาทตาได้รับความเสียหายและสูญเสียการมองเห็น

จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกส่งผลได้ประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซนต์ ของคนที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อม อาการนี้เกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยด้านหลังจอประสาทตา หากคุณมีอาการจอประสาทตาเสื่อมชนิดนี้ คุณอาจเห็นจุดสีดำอยู่ตรงกลางของการมองเห็นของคุณ เนื่องจากหลอดเลือดมีการรั่วไหลหรือมีของเหลวรั่วไหลออกมา

อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่อันตรายมาก เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไป อาการนี้ก็จะแย่ลง คุณอาจจะไม่เห็นอาการแรกเริ่มของโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้คุณอาจไม่สังเกตเห็นอาการของมันเมื่อการมองเห็นของคุณยังปกติ เมื่อคุณใช้ตาสองข้างมองในเวลาที่พร้อมกัน

อาการของจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง มีอาการดังต่อไปนี้:

  • การมองเส้นตรงจะผิดเพี้ยนไป
  • การมองเห็นจุดตรงกลางเริ่มลดลง
  • มีความต้องการแสงสว่างที่มากกว่าปกติ
  • มีการปรับตัวในที่แสงน้อยยากลำบาก
  • มองภาพแล้วเบลอ
  • มีปัญหาในการจดจำใบหน้า

อาการบางอย่างของจอประสาทเสื่อมชนิดเปียกก็อาจคล้ายกันกับจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง เช่น การมองเห็นที่ผิดเพี้ยนการมองเห็นส่วนกลางนั้นเปลี่ยนไป

คนที่เป็นจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก อาจมีอาการต่อไปนี้:

  • การมองเห็นที่พร่ามัว
  • เห็นภาพเลือนลาง
  • อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

อาการจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกและแห้งนั้น ไม่มีผลต่อจุดรับการมองเห็นส่วนปลาย แม้ว่าอาการเหล่านี้จะสามารถป้องกันได้จากสิ่งที่มองเห็นตรงหน้าของคุณ แต่นั้นก็ไม่ใช่สาเหตุที่ให้ตาบอดได้ 

การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อม

การตรวจสายตาประจำปีเป็นเรื่องที่สำคัญ ถึงแม้ว่าการมองเห็นจะปกติก็ตาม คุณควรจะพบจักษุแพทย์หากคุณรู้สึกว่าการมองเห็นนั้นเปลี่ยนไป จักษุแพทย์จะตรวจหาความผิดปกติ และวินิจฉัยอาการจอประสาทตาเสื่อม เช่น จกษุแพทย์สามารถให้ยาหยอดตาชนิดพิเศษ เพื่อขยายม่านตาของคุณ และตรวจสอบด้านหลังตาของคุณเพื่อหาของเหลวในตาหรือจุดสีเหลืองในดวงตาของคุณ

ในระหว่างการตรวจสายตาของคุณ จักษุแพทย์สามารถตรวจจุดรับภาพส่วนกลางด้วยการมองตาราง หากมีเส้นบางเส้นมองไม่ชัด หรือแตก นั่นคือสัญญาณว่าคุณอาจเป็นจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งการวินิจฉัยแบบอื่นมีดังนี้:

เครื่องมือตรวจความหนาของชั้นจอประสาทตา

การวินิจฉัยนี้เป็นการถ่ายภาพขวางทางจอประสาทตา และตรวจหาอาการบวม หนา หรือบางของชั้นจอประสาทตา หลังจากที่คุณได้รับการวินิจฉัยแล้ว จักษุแพทย์อาจ ตรวจสอบว่าการตอบสนองต่อการรักษาเป็นอย่างไร

การตรวจหลอดเลือดในตาด้วยสารเรืองแสง

การวินิจฉัยด้วยวิธีนี้คล้ายกับการตรวจหลอดเลือดด้วยแสงฟลูออเรสเซนต์ จักษุแพทย์จะฉีดสารเรืองสีเขียวเข้าไปในหลอดเลือด การวินิจฉัยนี้เพื่อหาแสงฟลูออเรสเซนต์และวินิจฉัยอาการจอประสาทตาเสื่อมได้

การเอ็กซเรย์ตรวจเส้นเลือด

จักษุแพทย์จะทำการฉีดสีเข้าหลอดเลือดดำที่แขนของคุณไปยังเส้นเลือดที่อยู่ในจอประสาทตาของคุณ จากนั้นก็จะใช้กล้องพิเศษ ถ่ายรูปดวงตาเก็บเอาไว้ และจักษุแพทย์ก็จะตรวจสอบจากสีที่ฉีดเข้าไปว่ามีความผิดปกติในจอประสาทตาหรือหลอดเลือดที่อยู่ในตาของคุณหรือไม่

การรักษาจอประสาทตาเสื่อม

ตอนนี้ไม่มีการรักษาที่แน่นอนของอาการจอประสาทตาเสื่อม แต่จักษุแพทย์สามารถให้คุณรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการของโรค

การรักษาจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง

หากคุณเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง จักษุแพทย์อาจจะแนะนำให้คุณพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพสายตา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถสอนให้ปรับตัวและรับมือกับการสูญเสียการมองเห็นได้

จักษุแพทย์อาจแนะนำให้คุณผ่าตัด เพื่อปรับการมองเห็นให้ดีขึ้น ซึ่งในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะฝังเลนส์พิเศษไว้ในดวงตาของคุณ ซึ่งจะทำให้ขยายขอบเขตการมองเห็นให้มากขึ้น

การรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก

หากคุณมีอาการจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก จักษุแพทย์จะแนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสายตาต่ำ นอกจากนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำยาที่รักษาอาการนี้ได้โดยตรง เพื่อหยุดการเติบโตของเส้นเลือดใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการรักษา ก่อนที่คุณจะเห็นถึงความแตกต่างในการรักษา

การรักษาจอประสาทตาเสื่อมในรูปแบบอื่น ก็มีการใช้พลังงานบำบัด จักษุแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในหลอดเลือดดำของแขนข้างไหนก็ได้ และใช้แสงพิเศษเพื่อปิดรอยรั่วของหลอดเลือดในตาของคุณ การบำบัดนี้สามารถปรับปรุงการมองเห็นได้ แต่คุณอาจต้องมีการบำบัดที่หลากหลาย

การผ่าตัดตาด้วยแสงเลเซอร์ เป็นการรักษาจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก การรักษานี้เป็นการใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูง เพื่อจัดการกับเส้นเลือดที่ผิดปกติ จุดประสงค์ของการบำบัดนี้คือเพื่อหยุดเลือดที่หลุดรั่วและลดความเสียหายต่อประสาทตาของคุณ แต่อย่างไรก็ตามเลเซอร์สามารถทำให้เกิดแผลเป็นและทำให้เกิดจุดบอดบนดวงตาของคุณ แม้ว่าการรักษานี้จะประสบความสำเร็จหลอดเลือดที่ผิดปกติสามารถกลับมาใหม่ได้และคุณจะต้องกลับไปรับการรักษาอีกครั้ง 

เคล็ดลับในการป้องกันจอประสาทตาเสื่อม

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้กำหนดวิธีในการป้องกันจอประสาทตาเสื่อม แต่อย่างไรก็ตามคุณสามารถลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งรวมถึง:

  • เลิกสูบบุหรี่
  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์
  • รักษาน้ำหนักตัวให้คงที่
  • ออกกำลังกายให้มาก

โรคจอประสาทตาเสื่อมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะทำการวินิจฉัยให้เร็วกว่านี้ในการตรวจสายตา ยิ่งทำการรักษาให้เร็ว ก็มีโอกาสที่ชะลออาการจอประสาทตาเสื่อมและลดโอกาสในการสูญเสียการมองเห็นได้อีกด้วย

สถิติผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมในประเทศไทย

สถิตินี้ได้มาจากเว็บไซต์ผู้จัดการในปี 2559 ซึ่งมีการวิจัยมาว่า สำหรับผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมนั้น เคยเป็นอันดับที่ 4 ของผู้ป่วยโรคตาทั้งหมด โดยอันดับ 1โรคต้อกระจก อันดับ 2 โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา อันดับ 3 โรคต้อหิน แต่ภายใน 10 – 20 ปี ข้างหน้าหากเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว คาดว่า มีความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมจะเพิ่มขึ้น และขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 – 3 ในที่สุด


นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply