โรคหัวใจ (Heart disease): สาเหตุ อาการ การรักษา 

โรคหัวใจ (Heart disease) คือโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายแล้วส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งภาวะของโรคหัวใจมีหลายโรคเช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคหลอดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น โรคหัวใจอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม และเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจเพื่อชีวิตที่ยืนยาว 

โรคหัวใจ (Heart disease)
โรคหัวใจ (Heart disease)

โรคหัวใจมีกี่ประเภท

โรคหัวใจเกิดจากอาการผิดปกติภายในร่างกายแล้วส่งผลกระทบต่อหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ มีหลายโรคที่ก่อให้เปิดเป็นโรคหัวใจได้แก่: 

  • โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คือ ภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป
  • โรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) เป็นภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือด ชั้นใน หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ มีไขมันไปสะสมระหว่างหลอดเลือด กลายเป็นไขมันในเลือดสูง จนในที่สุดทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตัน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจ Cardiomyopathy เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจเอง 
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart defects) ภาวะผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกคลอด
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ภายในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือด
  • โรคติดเชื้อที่หัวใจ: ภาวะหัวใจติดเชื้อ ที่อาจมาจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อปรสิต 

คำว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจถูกนำมาใช้เพื่ออ้างถึงสภาพหัวใจที่มีผลต่อหลอดเลือดโดยเฉพาะ

อาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ 

หากผู้ป่วยมีอาการดังนี้ นั่นคือสัญญาณของการเริ่มเป็นโรคหัวใจ: 

  • มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณหลัง แขน หรือ หน้าอก
  • หายใจถี่
  • แสบร้อนกลางหน้าอก
  • อ่อนเพลียมาก
  • ท้องไส้ปั่นป่วน
  • อึดอัดบริเวณคอและขากรรไกร
  • รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

อาการของโรคหัวใจแต่ละชนิด

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดจากจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ จะขึ้นอยู่กับความเร็วของการเต้นหัวใจ บางคนเต้นช้า บางคนเต้นเร็ว อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะมีดังนี้: 

  • วิงเวียนศรีษะ
  • หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  • ชีพจรเต้นช้า
  • อ่อนแรง 
  • อาการเจ็บหน้าอก

อาการหลอดเลือดแข็ง

เกิดจากภาวะเลือดไหลเวียนไปยังแขนขาได้น้อยลง ส่งผลให้มีอาการเจ็บหน้าอก และหายใจถี่อาการของภาวะหลอดแข็งมีดังนี้: 

  • แขนและขารู้สึกเย็น 
  • รู้สึกเสียววูบแวบในแขนและขา
  • อาการปวดผิดปกติ
  • ขาและแขนอ่อนแรง

อาการโรคหลอดเลือดหัวใจ

เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือดไปยังหัวใจและปอด อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจมีดังนี้:

  • เจ็บหน้าอก และรู้สึกไม่สบายตัว 
  • รู้สึกมีแรงกดและบีบที่หน้าอก 
  • หายใจถี่
  • วิงเวียนศีรษะ
  • อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง

อาการโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เกิดจากการผิดปกติของโครงสร้างหัวใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกคลอด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ แต่อาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มีดังนี้: 

  • ผิวสีฟ้า
  • แขนขาบวม
  • หายใจถี่หรือหายใจลำบาก
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 
  • จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

อาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ

        เกิดจากความผิดปกติของหัวใจในลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจโต ทำให้หนาหรือแข็งขึ้น หรืออาจจะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง อาการของโรคกล้ามเนื้อใจมีดังนี้ :  

  • เพลีย เหนื่อยล้า
  • ท้องอืด
  • ขาบวม โดยเฉพาะข้อเท้าและเท้า
  • หายใจถี่
  • ชีพจรเต้นแรงและเร็ว 

โรคหัวใจติดเชื้อ 

เกิดจากโรคหัวใจติดเชื้อจากแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือปรสิต อาจทำให้เป็นเยือบุหัวใจอักเสบ อาการของโรคติดเชื้อหัวใจมีดังนี้ : 

อาการโรคหัวใจในผู้หญิงมีอะไรบ้าง 

ผู้หญิงจะมีอาการโรคหัวใจมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

ในปี 2556 การศึกษาอาการจากโรคหัวใจที่พบมากที่สุดคือโรคหัวใจวาย อาการหัวใจวายส่วนใหญ่ที่ไม่ได้หมายรวมถึงอาการแบบดั้งเดิม เช่น เจ็บหน้าอก และรู้สึกเหน็บชา การรายงานจากการศึกษาพบว่าเกิดจากผู้ป่วยหญิงจะมีความวิตกกังวล นอนหลับไม่สนิท และมีอาการอ่อนแรงอย่างผิดปกติ  และพบว่าผู้ป่วยหญิงมากกว่าร้อยละ 80 มีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนเกิดอาการหัวใจวาย

อาการโรคหัวใจวายของผู้หญิงส่วนใหญ่อาจมาจากภาวะซึมเศร้า ช่วงวัยหมดประจำเดือน และเกิดจากกว่าเครียดวิตกกังวล 

อาการโดยปกติของโรคหัวใจในผู้หญิง มีดังนี้ :

  • มึนหัว
  • ซูบซีด
  • หายใจถี่
  • วิงเวียนศรีษะ
  • อาเจียน
  • ความวิตกกังวล
  • อาการปวดกราม
  • เจ็บคอ
  • ปวดหลัง
  • อาหารไม่ย่อย หรือมีแก๊ซในกระเพาะอาหาร
  • เหงื่อเย็น

โรคหัวใจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

โรคหัวใจคืออาการผิดปกติในร่างกายที่ก่อให้หัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ โรคหัวใจแต่ละประเภทเกิดจากบางอย่างที่ผิดปกติ เช่น หลอดเลือดซึงอาจมีผลมาจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดแดง 

สาเหตุอื่นของโรคหัวใจมีดังนี้ : 

สาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดปกติมีดังนี้: 

  • โรคเบาหวาน
  • หลอดเลือดทำงานผิดปกติ
  • หัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ยา อาหารเสริมและสมุนไพร
  • ความดันโลหิตสูง
  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป
  • การใช้สารผิดปกติ
  • ความเครียดและความวิตกกังวล
  • เกิดจากโรคหัวใจที่มีอยู่แล้ว 

สาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจะเกิดขึ้นกับทารกตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ บางรายอาจร้ายแรงบางรายไม่สามารถวินิจฉัยจนกว่าเวลาจะผ่านไปหลายปี  โครงสร้างของหัวใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุ อาการของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ 

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจมีหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไป ดังนี้: 

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม ( Dilated Cardiomyopathy ) คือ ภาวะจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ เนื่องจากเซลล์ที่ทำการปล่อยคลื่นไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ทำให้การบีบตัวหรือหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติรวมถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจที่มาจากโรคอื่นๆ ภายในร่างกาย
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (hypertrophic cardiomyopathy: HCM) เป็นโรคหัวใจชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าเกิดจากโรคหรือความผิดปกติอื่น
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัวมากกว่าปกติ ( Restrictive Cardiomyopathy ) คือ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจมีธาตุเหล็ก โปรตีนบางชนิดหรือเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการแข็งตัว ไม่สามารถทำการบีบรัดตัวหรือบีบรัดตัวได้น้อยลงกว่าปกติ ส่งผลให้การส่งเลือดไปยังปอดและอวัยวะตามร่างกายน้อยลง

สาเหตุของโรคหัวใจติดเชื้อ 

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อ ปรสิตและเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของการติดเชื้อในหัวใจ  การติดเชื้อที่ควบคุมไม่ได้ในร่างกายอาจส่งผลให้เป็นอันตรายต่อหัวใจ หากไม่ได้รับการรักษา 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ

มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ บางปัจจัยก็สามารถควบคุมได้ แต่บางปัจจัยก็ไม่สามารถควบคุมได้  โดยเฉลี่ยประมาณ 47% ของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจมีดังนี้ :

  • ความดันโลหิตสูง
  • คอเลสเตอรอลสูงและระดับไขมันดีต่ำ 
  • สูบบุหรี่
  • ความอ้วน
  • การเคลื่อนไหวทางกายภาพช้า

ยกตัวอย่าง สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ อยู่ในปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในการพัฒนาเข้าสู่โรคหัวใจ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเพิ่มความเสี่ยงของ:

หากเป็นโรคเบาหวาน ควรลดระดับน้ำตาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ ได้แก่:

  • ประวัติคนในครอบครัว
  • เชื้อชาติ
  • เพศ
  • อายุ

กรณีของประวัติคนในครอบครัวที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ ของ CAD นั้นเกี่ยวข้องโดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับ:

  • เป็นญาติผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 55 ปี เช่น พ่อ หรือพี่ชาย
  • เป็นญาติผู้หญิงอายุต่ำกว่า 65 ปี เช่น แม่ หรือน้องสาว

การวินิจฉัยโรคหัวใจ

แพทย์จะทำการทดสอบและประเมินจากสาเหตุหลายประการเพื่อทำการวินิจฉัยโรคหัวใจ การทดสอบเหล่านี้บางชนิดของโรคหัวใจอาจสามารถทำได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคหัวใจ ส่วนบางสาเหตุอาจดูจากอาการของโรคหัวใจทีเกิดขึ้นแล้ว

การตรวจร่างกายและการทดสอบเลือด

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและพิจารณาจากอาการของผู้ป่วย จากนั้นจะสอบถามประวัติของคนในครอบครัวและประวัติการรักษาของผู้ป่วย เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจเกิดจากพันธุกรรม หากเคยมีคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคหัวใจควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที  

ส่วนการตรวจเลือดเพื่อให้แพทย์ตรวจสอบระดับคอเลสเตอรอลและหาสาเหตุของการติดเชื้อ

การทดสอบชนิดไม่รุกล้ำ

การตรวจแบบชนิดไม่ลุกลามมีหลายวิธี 

  • Electrocardiogram (ECG or EKG) การทดสอบสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาและส่งผ่านไปทั่วทั้งหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัวอย่างสมบูรณ์ในการส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • Echocardiogram เป็นวิธีการตรวจโรคหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ตรวจโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจวาย และภาวะหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจ เป็นต้น
  • Stress test เป็นการตรวจสมรรถภาพของหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ เช่น เดินบนสายพานเลื่อน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน เพื่อทดสอบว่า เมื่อหัวใจมีความต้องการในการใช้ออกซิเจนจากเลือดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ออกกำลังกายแล้วจะเกิดภาวการณ์ขาดเลือดขึ้นหรือไม่
  • Carotid ultrasound เป็นการตรวจหลอดเลือดแดงอย่างละเอียด 
  • Holter monitor คือการติดอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากับกล้องถ่ายรูป ใช้สำหรับบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24 – 48 ชั่วโมง 
  • Tilt table test คือการ ตรวจโดยใช้เตียงที่ปรับเอียงได้เพื่อประเมินสาเหตุของภาวะเป็นลมหมดสติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงและหลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลง เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยและเป็นลมหมดสติในที่สุด
  • CT scan คือ การทดสอบโดยวิธีสแกนจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของหัวใจและเส้นเลือดอย่างชัดเจนของผู้ป่วย

การทดสอบชนิดรุกล้ำ

หากการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจแบบขนิดไม่ลุกลามยังไม่เจอผลของสาเหตุการเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะทำการตรวจแบบรุกราน เพื่อหาสาเหตุของการโรคหัวใจ การตรวจแบบชนิดรุกล้ำมีดังนี้:

  • การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac catheterization and coronary angiography) แพทย์จะทำการสอดสายสวนเข้าไปในเล้นเลือดหัวใจโดยตรงของผู้ป่วยผ่านทางขาหนีบ เมื่อสายสวนนี้อยู่ในหัวใจแพทย์จะสามารตรวจสอบหลอดเลือดหัวใจว่าเส้นเลือดตีบหรือไม่ แพทย์จะทำการฉีดสารทึบเข้าไปในเส้นเลือดหัวใจโดยตรง เพื่อให้เห็นภาพถ่ายเสื้อเลือดหัวใจในบริเวณที่มีการตีบตันของเส้นเลือด
  • การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology study) การทดสอบนี้แพทย์จะใช้ขั้วไฟฟ้าของผู้ป่วยผ่านสายสวน เพื่อให้ขั้วไฟฟ้าส่งคลื่นไฟฟ้าและทำการบันทึกวิธีการตอบสนองของหัวใจ 

โรคหัวใจควรรักษาแบบใด

การรักษาโรคหัวใจขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ และรักษาตามระดับอาการของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีภาวะโรคหัวใจติดเชื้อ แพทย์อาจจะทำให้รักษาด้วยยาแอนตี้ไบโอติก

หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะไขมันอุดตัน แพทย์อาจใช้วิธีทั้ง 2 ง่าม โดยการจ่ายยาเพื่อรักษาให้ระดับไขมันของผู้ป่วยลดน้อยลงและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น 

การรักษาโรคหัวใจ มี 3 แบบหลักๆด้วยกันดังนี้:  

  • การเปลี่ยน Lifestyle

ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ดีเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งวิธีป้องกันโรคหัวใจ วิธีนี้จะช่วยรักษาโรคหัวใจและป้องกันไม่ให้เกิดอาการโรคหัวใจแย่ลง การควบคุมอาหารสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยน lifestyle 

ควรรับประทานอาการชนิดที่มีสารโซเดียมต่ำ ลดอาหารจำพวกไขมัน ควรทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ดียิ่งขึ้น การควบคุมอาหารอย่างจริงจังจะช่วยหยุดความดันโลหิตสูง ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดการสูบบุหรี่ และควรงดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอร์ 

  • การผ่าตัดหรือการใช้วิธีแบบรุกล้ำ

ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางราย การผ่าตัดหรือการรักษาทางการแพทย์มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันอาการทรุดตัวของโรคหัวใจ 

ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบตันจากคราบไขมัน แพทย์จะทำการใส่สายสวนเพื่อช่วยให้หลอดเลือดไหลเวียนปกติ ขั้นตอนของแพทย์ที่ทำการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจของผู้ป่วยและการประเมินความเสียหายของโรคหัวใจของผู้ป่วย

  • การรักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาโรคหัวใจ แพทย์จะสั่งจ่ายยาที่สามารถรักษาและควบคุมตามระดับอาการของคนเป็นโรคหัวใจ การรักษาด้วยยาอาจชะลอหรือหยุดความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อน ยาที่แพทย์สั่งจ่ายจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจของผู้ป่วย 

การพยายาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจจะมีวิธีดูแลที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ

ป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร 

เราไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจได้จากปัจจัยเสี่ยงบางประการ เช่นหากมีเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ แต่การลดความเสี่ยงในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

ตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดีในการลดความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอล

การมีสุขภาพทีดี ด้วยการรักษาระดับความดันโลหิตสูงและระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายในปริมาณที่สูงเกินไป นับเป็นก้าวแรกของการรักษาสุขภาพของหัวใจให้มีความดันโลหิตน้อยกว่า 120/80 mm Hg. 

เมื่อหัวใจเต้นจะมีการบีบตัวของหัวใจและดันเลือดออกมาจากหัวใจไปตามเส้นเลือดแดงทั่วร่างกาย แรงดันนี้ทำให้เกิดความดันในเส้นเลือดแดง ค่าความดันที่วัดได้นี้คือความความดัน systolic และค่าความดัน diastolic หรือค่าความดันตัวล่าง แสดงถึงความดันในเส้นเลือดแดงในขณะที่หัวใจพักการบีบตัวแต่ละครั้ง หากวัดค่าแล้วมากกว่า 120/80 แสดงว่าการทำงานของหัวใจหนักกว่าปกติเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง 

ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจจะขึ้นอยู่ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย หากผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงสูงต่อคนเป็นโรคหัวใจ

มีวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ 

การกินอาหารเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายเป็นประจำมีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง  และอาหารรสเค็มจัด ตามคำแนะนำของแพทย์ แพทย์แนะนำให้ออกกกำลังกายอย่างน้อย 30-60 นาทีต่อวัน รวมเท่ากับ 2 ชั่วโมง 30 นาที ต่อสัปดาห์ ควรปรึกษาวิธีการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยเพื่อไม่ให้กระทบกับภาวะอาการของโรคหัวใจ  และควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินอาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจหดตัวและทำให้การหมุนเวียนของออกซิเจนติดขัด ส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

จัดการกับความเครียด

การจัดการกับความเครียดสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้อย่างง่ายๆ ไม่ควรประมาทหากอยู่ในภาวะเครียด หากอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรัง จะส่งผลให้เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หากมีความเครียด หรือความวิตกกังวล เพื่อปรึกษาหาวิธีที่ต้องรับมือต่อกับการปรับตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความตึงเครียดของคนในปัจจุบันเช่น การตกงาน หรือการมีปัญหาเรื่องหย่าร้าง เป็นต้น

หากเป็นโรคหัวใจควรใช้วิถีชีวิตอย่างไร

หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจแล้ว ควรพูดคุยและปรึกษาแพทย์ในขั้นตอนของการรักษาสุขภาพ และควรเตรียมตัวเพื่อดูแลปรับเปลี่ยนการวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ควรเตรียมปรึกษาแพทย์เพื่อปรึกษาและพูดคุยรายละเอียดหากเจอภาวะอาการ ตามข้อหลักๆ เหล่านี้ : 

  • ยาที่รับประทาน
  • การออกกำลังกาย
  • การควบคุมอาหาร
  • กรณีที่คนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง
  • กรณีประวัติส่วนบุคคลเคยมีภาวะความดันโลหิตสูงและเป็นโรคเบาหวาน 
  • อาการอื่นๆ ที่เคยปรากฏเช่น หัวใจเต้นเร็ว วิงเวียนหน้ามืด หรืออ่อนแรง 

หากผู้ป่วยปฏิบัติตามวิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตตามที่กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว และหากมีปัญหาด้านในในระหว่างการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้วควรพูดคุยและพบแพทย์อย่างเป็นประจำ เนื่องจากปัจจัยในการดำเนินชีวิตบางอย่างหลังจากเข้าสู่การเป็นโรคหัวใจแล้ว อาจเสี่ยงต่อระดับความดันโลหิตสูง 

แพทย์ของคุณอาจให้คำแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ 

  • ควบคุมระดับความดันโลหิต
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
  • หากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ควรควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด
  • อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทั้งหมดในระยะสั้นอาจไม่ส่งผลมากนัก ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จากทีละอย่าง ย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาสุขภาพและบำรุงหัวใจอย่างดีที่สุด

ข้อห้ามสำหรับผู้เป็นโรคหัวใจเพิ่มเติม เช่น:

  • ควรงดสูบบุหรี่
  • อย่าดื่มกาแฟมากจนเกินไป
  • งดทานอาหารจำพวกเนย มาการีน
  • งดทานอาหารที่มีโซเดียมสูง 
  • เนื้อสัตว์ติดมัน ติดหนัง

ข้อเชื่อมโยงระหว่างโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง 

โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่เกิดจากความดันโลหิตสูงเรื้อรัง เมือความดันโลหิตสูงหัวใจจะทำงานหนักขึ้น การหมุนเวียนเลือดของหัวใจแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้หัวใจมีปัญหา รวมทั้งอาจทำให้กระทบไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจหนาแน่นขึ้น และอาจทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน

การรักษากล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงเพื่อช่วยในการสูบฉีดเลือดจะส่งผลดีต่อการเต้นของหัวใจ โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงสามารถทำให้หลอดเลือดแดงยืดหยุ่นน้อยลงและแข็งมากขึ้น และสามารถชะลอการไหลเวียนโลหิตเพื่อป้องกันไม่ได้ร่างกายรับเลือดที่อุดมด้วยซิเจนที่มากเกินความจำเป็น

โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตในอันดับต้น ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเริ่มรักษาภาวะความดันโลหิตสูงอย่างเร็วที่สุด เพื่อป้องกันเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม

มีวิธีรักษาโรคหัวใจหรือไม่?

โรคหัวใจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และต้องใช้ระยะเวลาการรักษาและการตรวจสอบอย่างละเอียด อาการของโรคหัวใจหลายอย่างสามารถบรรเทาได้ด้วยการรักษาด้วยยา การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ถ้าหากอาการแย่ลง หรือไม่มีดีขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแบบบายพาส หากคุณเชื่อว่าคุณอาจมีอาการของโรคหัวใจหรือหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้นัดพบแพทย์ของคุณ ร่วมกันคุณสองคนสามารถชั่งน้ำหนักความเสี่ยงดำเนินการทดสอบการคัดกรองบางอย่างและวางแผนสำหรับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

การดูแลสุขภาพอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งหากเคยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูง 


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา 

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply