โรคต้อกระจก (Cataract) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โรคต้อกระจก (Cataract) คือ โรคที่เกิดจากการมีโปรตีนในดวงตาจับตัวเป็นก้อนก้อนหนาอยู่ในเลนส์ตาทำให้กันการทำงานของเรตินาที่ช่วยในการมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน เรตินาจะทำงานโดยการส่งสัญญาณเปลี่ยนแสงผ่านไปยังเลนส์ และส่งต่อไปยังจอประสาทตาที่เชื่อมไปสู่สมอง 

ต้อกระจกจะค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนในที่สุดจะส่งผลรบกวนวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของดวงตา ต้อกระจกอาจเกิดขึ้นได้ในดวงตาทั้งสองข้าง แต่อาจจะไม่เกิดในเวลาเดียวกัน ต้อกระจกมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยต้อกระจกส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป 

กำลังโหลด

โรคต้อกระจก (Cataract)

ภาพรวมของต้อกระจก

ต้อกระจกอาจส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมประจำวันและอาจทำให้ตาบอดได้ หากไม่ได้รับการรักษา แม้ว่าต้อกระจกในผู้ป่วยบางคนจะหยุดการเจริญเติบโต แต่มันก็ไม่สามารถเล็กลงได้เอง การผ่าตัดต้อกระจกเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปและมีประสิทธิภาพสูงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของการรักษาทั้งหมด

สาเหตุของการเกิดต้อกระจก

ต้อกระจกเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้:

  • มีการผลิตของสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นโมเลกุลออกซิเจนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การสูบบุหรี่
  • จากรังสีอัลตราไวโอเลต
  • การใช้สเตียรอยด์และยาอื่น ๆ ในระยะยาว
  • โรคบางชนิด เช่นโรคเบาหวาน
  • ได้รับการบาดเจ็บ
  • การบำบัดด้วยรังสี

ปัจจัยเสี่ยงของต้อกระจก

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับต้อกระจก ได้แก่ :

  • อายุที่มากขึ้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
  • สูบบุหรี่
  • ความอ้วน(Obesity)
  • ความดันโลหิตสูง
  • เคยได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อกระจก
  • ตาสัมผัสกับแสงมากเกินไป 
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • การสัมผัสกับรังสีจากรังสีเอกซ์และการรักษาโรคมะเร็ง

อาการของต้อกระจก

อาการทั่วไปของต้อกระจกรวมถึง:

  • มองเห็นภาพไม่ชัด หรือสายตาพร่ามัว 
  • มีปัญหาในการมองเห็นในเวลากลางคืน
  • การมองเห็นเลือนราง 
  • สายตาไวต่อแสงจ้า
  • มีการมองเห็นรัศมีแสงโดยรอบ
  • เกิดภาพซ้อนในการมองเห็น  
  • มีการเปลี่ยนแปลงค่าสายตาบ่อยขึ้น

ประเภทของโรคต้อกระจก

ต้อกระจกมีหลายประเภท จำแนกตามแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นในสายตาของผู้ที่เกิดต้อกระจกในตา 

กำลังโหลด
  • ต้อกระจกนิวเคลียส (Nuclear cataracts) : เกิดจากการขุ่นของเลนส์ที่เนื้อเลนส์ตรงกลาง เห็นเลนส์ตามีสีเหลืองมากขึ้นจนอาจเป็นสีน้ำตาลเข้ม 
  • ต้อกระจกรอบนิวเคลียส (cortical cataract): เกิดการขุ่นของเนื้อเลนส์ชั้นนอก เห็นเป็นสีขาวขุ่นที่เลนส์ หากเป็นมาก ๆ จะเห็นเลนส์ตาเป็นสีขาวขุ่นทั้งอัน
  • ต้อกระจกชนิดซับแคปซูลาที่เป็นด้านหลัง (Posterior capsular cataracts) : เกิดการขุ่นของชั้นเลนส์ที่อยู่รอบนอกสุดติดกับเยื่อหุ้มเลนส์ด้านหลัง
  • ต้อกระจกเกิดแต่กำเนิด (Congenital cataracts ): ต้อกระจกที่เกิดขึ้นแต่กำเนิด จะเกิดขึ้นในช่วงปีแรกของทารก ส่งผลให้การมองเห็นลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น
  • ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary cataracts) : เกิดจากโรคหรือยา โรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของต้อกระจก ได้แก่ ต้อหิน เบาหวาน และการใช้สเตียรอยด์  
  • ต้อกระจกที่เกิดจากอุบัติเหตุ (traumatic cataract) : ต้อกระจกที่เกิดขึ้นจากการเกิดอุบัติภัยที่ตา หรือเกิดจากการได้รับการกระแทกบริเวณดวงตา มีสิ่งแปลกปลอมเข้าในลูกตา 
  • ต้อกระจกเหตุรังสี (Radiation Cataract) : เกิดขึ้นได้หลังจากผู้ป่วยได้รับรังสีวิทยาในการรักษาโรคมะเร็ง

การวินิจฉัยต้อกระจก

แพทย์ของจะทำการตรวจตาที่มีอาการของต้อกระจกและวัดค่าสายตา ซึ่งการทดสอบจะรวมถึงการทดสอบด้วยแผ่นทดสอบวัดระดับสายตา เพื่อตรวจสอบการมองเห็นในระยะทางที่แตกต่างกันและทำวัดความดันตาภายในลูกตา (tonometry)

การทดสอบ tonometry โดยส่วนใหญ่จะใช้พัฟอากาศเพื่อทำให้กระจกตาของผู้ป่วยเรียบลงจากนั้นจะทำการทดสอบความดันตา แพทย์จะทำการหยอดตาเพื่อทำให้รูม่านตาขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบเส้นประสาทตาและจอประสาทตาที่ด้านหลังของดวงตาเพื่อตรวจดูความเสียหายของตาที่ก่อเป็นต้อกระจก

การทดสอบด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น  ตรวจสอบความไวต่อแสง และการรับรู้ต่อสี

การรักษาต้อกระจก

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่ายารักษาต้อกระจก ยาหยอดหรือยากินใด ๆ จะช่วยลดการเกิดภาวะต้อกระจกได้ และหากผู้ป่วยไม่ต้องการรักษาโดยการผ่าตัดแพทย์อาจแนะนำให้ใส่แว่นตาที่มีคุณสมบัติในการขยายภาพของวัตถุเพื่อช่วยในการมองเห็น หรืออาจเป็นแว่นตากันแดดที่มีการเคลือบป้องกันสารป้องกันแสง

การผ่าตัด

การผ่าตัดต้อกระจก จะถูกแนะนำให้รักษาด้วยวิธีนี้ก็ต่อเมื่ออาการของต้อกระจกทำให้ไม่สามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การอ่านหนังสือ หรือต้องขับรถ นอกจากนี้การผ่าตัดต้อกระจกออกอาจช่วยการรักษาในกรณีที่มีปัญหาอื่นๆ ทางสายตาด้วยเช่นกัน 

วิธีการผ่าตัดวิธีหนึ่งคือ การผ่าตัดสลายต้อกระจก (phacoemulsification) เป็นการสลายต้อกระจกด้วยการใช้ ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์เพื่อแยกเลนส์ออกจากกันและเอาชิ้นส่วนออก

การผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเลนส์โดยการนำเอาต้อจากกระจกตาออก หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการใส่เลนส์ตาเทียมไว้ในตำแหน่งที่เป็นเลนส์ธรรมชาติ

การผ่าตัดต้อกระจกโดยทั่วไปนั้นปลอดภัยและมีอัตราความสำเร็จสูง คนส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวในการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก

  • การดึงรั้งของแผลเย็บ อาจทำให้เกิดเลือดออกในช่องหน้าม่านตาได้ 
  • ความดันลูกตาสูง อาจเกิดจากผลของกิจกรรมบางอย่างทำให้ความดันลูกตาสูง เช่น การไอ การจาม การอาเจียน 
  •  เลือดออกในช่องหน้าม่านตา อาจเกิดจากการฉีกขาดฉีกขาดของเส้นเลือดม่านตา 
  • การติดเชื้อ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ป่วยอาจขยี้ตา หรือน้ำกระเด็นเข้าตา 

การป้องกันต้อกระจก

เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก:

  • ปกป้องดวงตาจากรังสี UVB ด้วยการสวมแว่นกันแดดเวลาอยู่ในที่ที่แสงแดดจ้า
  • มีการตรวจวัดค่าสายตาประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหยุดสูบบุหรี่
  • กินผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  • รักษาน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอ 
  • รักษาโรคเบาหวานและควรหมั่นตรวจสุขภาพโดยแพทย์อย่างสม่ำเสมอ 

ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งที่มาของบทความของเรา 


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

เกี่ยวกับผู้แต่ง


Leave a Reply