แผลร้อนในในปาก (Canker Sore) : อาการ สาเหตุ การรักษา

แผลร้อนใน (Canker Sore) คือ แผลร้อนในหรือแผลพุพอง เป็นแผลในปากที่เป็นแผลเปิดและมีอาการร้อนในในปาก มีอาการเจ็บปวด แผลในปากที่พบมากที่สุดบริเวณริมฝีปากหรือบริเวณกระพุ้งแก้ม มักจะเป็นลักษณะสีขาวหรือสีเหลืองและล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่ออ่อนมีลักษณะสีแดงเนื่องมาจากมีอาการอักเสบ

อาการปวดร้อน มีดังนี้:

  • มีแผลเล็กที่ปาก ๆ รูปไข่สีขาวหรือสีเหลืองภายในปาก หรือขอบปากเป็นแผล 
  • ส่วนที่เป็นสีแดงจะมีอาการเจ็บปวด
  • มีความรู้สึกเสียวในปาก
  • ร้อนในลิ้น 

ในบางกรณีอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น:

ร้อนในไม่ใช่โรคติดต่อ โดยมากมักจะหายไปภายในหนึ่งถึงสามสัปดาห์โดยไม่ต้องมีการรักษา อาการปวดจะหายไปใน 7 ถึง 10 วัน หากแผลเปื่อยมีอาการร้ายแรงอาจใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ในการฟื้นตัว

แผลร้อนในในปาก (Canker Sore)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

ความเสี่ยงในการเป็นแผลร้อนในจะเพิ่มขึ้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นแผลร้อนใน แผลร้อนในมีสาเหตุหลายอย่างและที่พบมากที่สุด ได้แก่ :

  • การติดเชื้อไวรัส
  • ความตึงเครียด
  • ความแปรปรวนของฮอร์โมน
  • อาการแพ้อาหาร
  • มีรอบเดือนในผู้หญิง
  • การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
  • ปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน
  • อาการบาดเจ็บที่ปาก

การขาดวิตามินบางชนิด เช่น B-3 (ไนอาซิน), B-9 (กรดโฟลิก) หรือ B-12 (cobalamin) สามารถทำให้มีแนวโน้มเป็นแผลร้อนในมากขึ้น การขาดธาตุสังกะสีเหล็กหรือแคลเซียมอาจทำให้เกิดแผลเปื่อยในช่องปากได้

หรือในบางกรณีไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการเจ็บได้

การวินิจฉัยโรคแผลร้อนใน

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคปากร้อนใน โดยอาจทำการตรวจเลือดหรือตรวจชิ้นเนื้อหากมีอาการปวดที่รุนแรงหรือ หากมีอาการเหล่านี้:

  • ไวรัส
  • การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
  • ความผิดปกติของฮอร์โมน
  • ปัญหากับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • สุขภาพเสื่อมโทรม

ระยะของการเป็นมะเร็ง สามารถปรากฏจากการเป็นแผลร้อนใน แต่จะไม่หายขาดหากไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคมะเร็งในช่องปาก อาจมีอาการคล้ายกับแผลร้อนใน เช่นแผลเจ็บปวดและบวมที่คอ แต่มะเร็งในช่องปากมักถูกบ่งชี้ด้วยอาการเหล่านี้เช่น:

  • มีเลือดออกจากปากหรือเหงือก
  • ฟันโยก
  • มีปัญหาในการกลืน
  • ปวดหู

หากมีอาการเหล่านี้พร้อมกับอาการปวดร้อนในให้ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจรักษาอาการมะเร็งในช่องปาก

วิธีรักษาแผลร้อนใน

แผลร้อนในสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาอาการร้อนในในปากอาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันที่เป็นประโยชน์เพื่อรักษาแผลเปื่อยในปาก การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเพื่อเร่งให้แผลหายเร็วขึ้น การดื่มนมหรือทานโยเกิร์ตหรือไอศกรีมก็ช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน

บางครั้งผู้มีแผลร้อนในในปากอาจมีอาการปวดรุนแรง การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือน้ำเกลือจะช่วยให้ลดอาการปวดซึ่งในตอนแรกอาจรู้สึกเฝื่อนๆ ในปากแต่จะช่วยลดอาการปวดได้

ส่วนผสมบางอย่างในผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะที่สามารถช่วยบรรเทาและรักษาแผล เช่น :

  • เบนโซเคน (Orabase, Zilactin-B, Kank-A)
  • ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Peroxyl, Orajel)
  • ยาจำพวก fluocinonide (Vanos)

แพทย์หรือทันตแพทย์สั่งจ่ายตัวยาในรักษาดังนี้ :

  • น้ำยาบ้วนปากเพื่อป้องเชื้อโรค เช่น Listerine หรือน้ำยาบ้วนปากด้วย chlorhexidine (Peridex, Periogard)
  • ยาปฏิชีวนะ เช่น น้ำยาบ้วนปากหรือยาเม็ดที่มี doxycycline (Monodox, Adoxa, Vibramycin)
  • ยาสเตียรอยที่ใช้ภายนอก เพื่อเป็นยาทาแผลในปาก เช่น hydrocortisone hemisuccinate หรือ beclomethasone
  • ยาบ้วนปากโดยเฉพาะ ที่มีส่วนผสมของ dexamethasone หรือ lidocaine สำหรับการอักเสบและความเจ็บปวด

การดูแลตัวเองที่บ้านเมื่อเป็นแผลร้อนใน

การใช้น้ำแข็งหรือแมกนีเซียมไฮดรอกไซค์ในปริมาณเล็กน้อยสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น การล้างปากด้วยน้ำอุ่นและเบกกิ้งโซดา (1 ช้อนชาต่อน้ำ 1/2 ถ้วย) สามารถช่วยแก้ปวดได้ อีกทั้งน้ำผึ้งมีประสิทธิภาพในการรักษาแผลร้อนในได้ด้วยเช่นกัน

แผลร้อนในกับเริมที่ปาก

แผลเริมที่ปากจะมีอาการคล้ายกับแผลร้อนในตรงที่ปากเป็นแผลได้ อย่างไรก็ตามแผลเริมแตกต่างจากแผลร้อนใน แผลเริมจะปรากฏเป็นแผลพุพองนอกปากไม่ใช่แผลอักเสบและจะกลายเป็นแผลหลังจากเกิดแผลพุพอง

แผลเริมที่เกิดจากไวรัสเริม เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ภายในร่างกายและสามารถถูกกระตุ้นโดยความเครียด ความอ่อนเพลียและแม้กระทั่งการโดนแดด โดยแผลเริมยังสามารถเป็นที่บริเวณริมฝีปาก จมูกและดวงตาได้ด้วย 

ภาวะแทรกซ้อนของแผลร้อนใน

หากอาการร้อนในไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์หรือมากกว่านั้นอาจประสบกับภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่รุนแรงเช่น:

  • รู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวดขณะพูดคุยแปรงฟันหรือรับประทานทานอาหาร
  • ความเมื่อยล้า
  • แผลพุพองนอกปาก
  • มีไข้
  • เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ

ควรไปพบแพทย์หากอาการเจ็บปวดจนทนไม่ไหวและหากการรักษาด้วยตัวเองที่บ้านไม่ได้ผล ควรรับคำแนะนำจากแพทย์ หากแม้ว่าภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ การติดเชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายและสร้างปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรหยุดสาเหตุของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการปวดแผลร้อนในอย่างรวดเร็ว

สมุนไพรที่ใช้เป็นยาแก้ร้อนใน มีหลายชนิดเช่น : 

  • ดอกแค : นำดอกแคมาต้มกับน้ำรับประทานก็จะทำให้ร่างกายภายในเย็นลง ส่งผลดีกับอาการแผลร้อนใน
  • รางจืด : นำรางจืดที่โตเต็มวัยไปตากแห้งแล้วนำมาชงดื่ม หรือจะรับประทานแบบแคปซูลก็ได้เช่นกัน
  • ใบบัวบก: นำใบมาคั้นน้ำ รักษาอาการร้อนในได้เป็นอย่างดี 
  • ดอกดาวเรือง : โดยการนำดอกไปตากแห้งแล้วมาชงเป็นชาดื่ม จะช่วยลดความร้อนในร่างกายและทำให้ร้อนในลดลงได้
  • ฟักเขียว: นำมาทำเป็นอาหารคาวหวาน หรือนำมาปั่นดื่ม สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายและทำให้แผลร้อนในยุบตัวเร็วขึ้น

เคล็ดลับในการป้องกันแผลร้อนใน

สามารถป้องกันการเกิดซ้ำของแผลร้อนในได้โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจก่อให้เกิดแผลร้อนใน เหล่านี้มักจะรวมถึงอาหารรสเผ็ดเค็มหรือเปรี้ยว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ปากคัน ลิ้นบวมหรือลมพิษ

หากแผลร้อนเกิดจากสาเหตุความเครียดให้ใช้วิธีการลดความเครียดง่ายๆ เช่น การหายใจลึก ๆ และการทำสมาธิ

ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีและใช้แปรงสีฟันขนนุ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองของเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อน

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทานวิตามินหรือแร่ธาตุเสริม เพื่อให้แพทย์แนะนำอาหารที่เหมาะกับร่างกายของผู้เป็นร้อนใน 

หากมีอาการที่พัฒนารุนแรงขึ้นเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที : 

  • แผลขยายเป็นวงขนาดใหญ่
  • การระบาดของแผล
  • มีอาการเจ็บปวดมาก 
  • มีไข้สูง
  • ท้องร่วง
  • เป็นผื่น
  • มีอาการปวดศีรษะ(headache)

หากมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ ณ สถานพยาบาลทันที 


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งที่มาข้อมูลของเรา


เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

Leave a Reply