เจ็บคอ (Sore throat): อาการ สาเหตุ การรักกษา

เจ็บคอ (Sore throat) คือ อาการเจ็บในลำคอที่อาจจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น คอแห้ง คันคอ เจ็บคอไอมีเสมหะ รวมไปถึงบางครั้งอาจจะเกิดจากอาการเป็นไข้เจ็บคอร่วมด้วย  และการติดเชื้อแบคทีเรียในคอ

สาเหตุของอาการเจ็บคอ 

อาการเจ็บคอส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อหรือจากปัจจัยแวดล้อมเช่นอากาศแห้ง แม้ว่าอาการเจ็บคออาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ก็มักจะหายไปเองได้ ยกเว้นเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่นอาการป่วย และการติดเชื้อแบคทีเรียในคอ หรือติดเชื้อไวรัส และในหลายคนที่เป็นหวัดเรื้อรังเนื่องจากเป็นโรคภูมิแพ้นั้น บางครั้งอาจจะทำให้คอมีอาการระคายเคืองได้

สาเหตุการเจ็บคอมีตั้งแต่การติดเชื้อ จนไปถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น

1. เป็นไข้หวัด หรือการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ

การติดเชื้อไวรัสคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอได้ถึง 80% 

การเชื้อไวรัสที่อาจจะก่อให้เกิดการเจ็บคอได้ มีดังนี้

2. คออักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ 

การติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เกิดอาการอักเสบและเจ็บคอ ที่พบมากที่สุดคือการติดเชื้อที่คอและต่อมทอนซิลที่เกิดจากกลุ่มแบคทีเรีย Streptococcus โดยการติดเชื้อแบคทีเรียอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีเสมหะในลำคอเรื้อรังหากไม่ได้รับการรักษา

3. ภูมิแพ้ 

โรคภูมิแพ้เช่น แพ้ละอองเกสร และแพ้ขนสัตว์เลี้ยง อาจจะทำให้เกิดอาการเช่นคัดจมูกตาน้ำตาไหลจามและระคายเคืองที่ลำคอได้เช่นกัน

4. ฝุ่นควัน สารเคมี และสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอื่น ๆ เช่นการสูบบุหรี่

ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่นั้น บุหรี่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการไอเรื้อรัง การรักษาอาการไอเรื้อรังคือควรงดสูบบุหรี่

5. โรคกรดไหลย้อน (GERD)

เมื่อเป็นกรดไหลย้อนแล้วอาจจะมีให้แสบคอและเกิดการระคายเคืองในบริเวณลำคอได้ 

8. เนื้องอก 

เนื้องอกในลำคอก ล่องเสียงหรือลิ้น เป็นสาเหตุที่พบได้ ในต้นเหตุของอาการเจ็บคอได้

อาการของการเจ็บคอมีอะไรบ้าง

อาการเจ็บคอนั้นอาจจะอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยอาการจะแสดงได้ดังนี้:

  • คันคอ
  • แสบคอ
  • คอแห้ง
  • ระคายเคืองคอ
  • เจ็บคอเป็นหวัดธรรมดา

ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อกลืนอาหารหรือกลืนน้ำลายหรือแม้กระทั่งเวลาสนทนา เนื่องจากอาการเจ็บคอเป็นร้อนใน หรือบางครั้งทอนซิลอาจจะมีการบวมแดงร่วมด้วย หากมีฝ้าขาวเกิดขึ้นบริเวณทอนซิล นั่นอาจจะหมายความว่าทอนซิลได้เกิดการอักเสบ และอาจจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส

โดยเมื่อคอติดเชื้อไวรัสอาการที่เกิดขึ้นอาจจะรุนแรงกว่า โดยจะมีอาการข้างเคียงได้ดังนี้:

  • คัดจมูก น้ำมูกไหล
  • อาการไอเจ็บคอ จาม
  • มีไข้ หนาวสั่น
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ
  • เสียงแหบแห้ง
  • ปวดหัว 
  • ปวดเมื่อยเนื้อตัว
  • เจ็บคอ กลืนอาหารลำบาก
  • เจ็บคอเสียงหาย 
  • เบื่ออาหาร

วิธีแก้อาการเจ็บคอเองที่บ้าน 

บางครั้งอาการเจ็บคอเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกไม่สบายตัว ในผู้ป่วยบางคนอาจจะเจ็บคอแล้วกลืนน้ำลายไม่ได้ หากเป็นอาการเบื้องต้นคุณสามารถรักษาอาการเจ็บคอที่บ้านได้ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณมีโอกาสต่อสู้กับเชื้อ และคำนึงว่าอาการเจ็บคอนั้นเราต้องดูแลเรื่องอาหารการกินด้วย เจ็บคอควรกินอะไรเพื่อบรรเทาอาการ และควรปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างไร : 

  • บ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ผสมน้ำอุ่น
  • ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น ๆ เพื่อรักษาอาการไอมีเสมหะแบบธรรมชาติ
  • ทานอาหารอ่อน ๆ เช่นข้าวต้ม หรือซุป
  • งดรับดื่มน้ำเย็น หรือไอศครีม 
  • งดสุบบุหรี่
  • อมลูกอมที่มีส่วนผสมของตัวยาเพื่อเป็นวิธีการแก้อาการคันคอ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ 

หากอาการเจ็บคอไม่ได้หายไปเองภายในหนึ่งอาทิตย์ โดยมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย แนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการที่ร้ายแรงได้ 

  • อาการเจ็บคอ คอบวมอย่างรุนแรง
  • เจ็บคอกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ ไม่สามารถทานอาหารได้
  • หายใจติดขัด
  • ปวดเมื่อยตามร่างกายมีไข้
  • เจ็บคอเป็นไข้ขึ้นสูงเกิน 38 องศา
  • มีเสมหะหรือน้ำลายปนเลือด 
  • เจ็บคอมาแล้วเกิน 1 อาทิตย์ 
  • เจ็บคอ คออักเสบ
  • เจ็บคอปวดหัวอย่างรุนแรง
  • มีอาการเจ็บคอเรื้อรัง

การวินิจฉัยอาการเจ็บคอ Sore throat

การวินิจฉัย แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยและจะใช้ตรวจสอบภายในลำคอเบื้องต้น หากแพทย์สันนิษฐานว่าลูกค้ามีอาการอักเสบในลำคอ แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเชื่อเพื่อตรวจแบคทีเรียว่ามีสาเหตุอื่น ๆ ที่น่ากังวลหรือไม่ หากเจ็บคอแต่ไม่มีไข้ผู้ป่วยสามารถดูอาการเองได้ก่อนที่บ้านในระยะเบื้องต้นโดยการดื่มน้ำผึ้งแก้เจ็บคอ เพราะน้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการเจ็บคอและฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี

ยารักษาอาการเจ็บคอ 

ผู้ป่วยสามารถใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการคอเจ็บหรือเพื่อรักษาอาการตามสาเหตุได้ โดยอาจจะใช้ยาดังนี้ 

  • acetaminophen (Tylenol) ใช้รักษาอาการเจ็บคอ
  • ibuprofen (Advil, Motrin) ใช้รักษาอาการไอ คันคอ
  • ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮีสตามีน มักใช้รักษาหวัดลงคอ
  • aspirin
  • ยาน้ำบรรเทาอาการไอหรือเจ็บคอ
  • สเปรย์แก้เจ็บคอที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อในลำคอเช่นฟีนอลหรือส่วนผสมร้อนเช่นเมนทอลหรือยูคาลิปตัส ซึ่งนับว่าเป็นยาบรรเทาอาการเจ็บคออีกรูปแบบหนึ่ง

โดยทั่วไปแล้วเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์อาจจะสั่งจ่ายยาฆ่าเชื้อมาให้รับประทาน เพื่อทำการทำลายแบคทีเรียในลำคอ หากกรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอื่น ๆ ผู้ป่วยควรปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดในการรับประทานยาฆ่าเชื้อ 


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา 

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) : อาการ สาเหตุ การรักษา 

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คืออะไร ริดสีดวงเกิดจากการกลุ่มของหลอดเลือดดำบริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่และที่ขอบรูทวารหนักโป่งพองและยื่นออกมา ส่วนใหญ่ผู้เป็นริดสีดวงทวารจะพบได้ในวัยอายุ 50 ปีขึ้นไป ริดสีดวงทวารสามารถเป็นได้ทั้งภายในหรือภายนอก 

ริดสีดวงภายในอาจจะพัฒนาทำให้เป็นริดสีดวงภายนอกได้ ส่วนริดสีดวงภายนอกคือริดสีดวงทวาร 

ริดสีดวงภายนอกเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหามากที่สุด ริดสีดวงทวารทำให้เกิดอาการปวดคันอย่างรุนแรงและนั่งลำบาก  แต่ยังโชคดีที่มีวิธีรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัดริดสีดวงทวารภายนอกออก

ลักษณะของริดสีดวง

  • ริดสีดวงภายใน คือริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือทวารหนักขึ้นไปตามปกติจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นและคลำไม่ได้ และมักจะถูกคลุมด้วยเยื่อลำไส้ใหญ่ตอนปลายสุดจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน
  • ริดสีดวงภายนอก คือริดสีดวงที่เกิดขึ้นบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถมองเห็นและคลำได้หลอดเลือดที่โป่งพองจะถูกคลุมด้วยผิวหนังจึงอาจเกิดความเจ็บปวดได้เพราะผิวหนังมีปลายประสาทรับความรู้สึก

อาการของคนเป็นโรคริดสีดวงทวารเป็นอย่างไร

อาการของโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ :

  • มีอาการคันมากรอบทวารหนัก
  • การระคายเคืองและเจ็บปวดทวารหนัก
  • มีอาการคันหรือเจ็บปวด บริเวณที่เป็นก้อน หรือบวมตรงบริเวณใกล้กับทวารหนัก
  • อุจจาระรั่วไหล
  • มีอาการเจ็บปวดเนื่องมาจากลำไส้เคลื่อนไหว 
  • มีเลือดบริเวณเนื้อเยื่อหลังจากการเคลื่อนไหวของลำไส้

แม้ว่าริดสีดวงทวารจะมีอาการเจ็บปวด แต่ก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา หากเป็นบ่อยอาจจะพัฒนาเป็นโรคโลหิตจาง เช่น มีอาการอ่อนแรงและผิวซีดเนื่องจากการสูญเสียเลือดแต่ภาวะนี้ค่อนข้างพบได้ยาก

อะไรทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร

ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดริดสีดวงทวาร ปัจจัยที่เป็นไปได้ ได้แก่ :

  • เกิดการบีบรัดในระหว่างการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • ภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องผูกเรื้อรัง
  • นั่งเป็นเวลานานโดยเฉพาะการนั่งขับถ่ายในห้องน้ำ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคริดสีดวงทวาร

ปัจจัยเสี่ยง

โรคริดสีดวงทวารสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกได้ดังนั้นหากพ่อแม่ของมีโรคริดสีดวงทวาร ลูกอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นด้วยเช่นกัน การยกของหนัก การเป็นโรคอ้วนหรือการมีความเครียดอื่น ๆ ล้วนสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกายได้

การยืนมากเกินไปโดยไม่หยุดพักอาจทำให้พัฒนากลายเป็นริดสีดวงทวารได้ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและโรคท้องร่วงยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย

แนวโน้มที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวารในคนท้องเมื่อมดลูกขยายตัวมันจะกดเส้นเลือดในลำไส้ใหญ่ทำให้โป่ง

ตรวจริดสีดวงทวารได้อย่างไร

การตรวจทวารหนักด้วยตาเปล่าอาจไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวาร เพื่อยืนยันการวินิจฉัยแพทย์อาจทำการตรวจต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติภายในทวารหนัก การตรวจสอบนี้เรียกว่าการตรวจสอบทางทวารหนักแบบดิจิทัล ในระหว่างการตรวจสอบแพทย์จะสอดนิ้วที่สวมถุงมือและสารหล่อลื่นเข้าไปในช่องทวารหนัก หากมีอะไรผิดปกติ แพทย์อาจใช้วิธีทดสอบเพิ่มเติมที่เรียกว่า sigmoidoscopy

Sigmoidoscopy รักษาโดยใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อตรวจโรคริดสีดวงทวารภายใน กล้องขนาดเล็กนี้เรียกว่า sigmoidoscope มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ แล้วสอดเข้าไปในช่องทวารหนัก การทดสอบนี้แพทย์จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากด้านในของช่องทวารหนักในการตรวจอาการริดสีดวงทวารอย่างละเอียด

ทางเลือกในการรักษาโรคริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง

การรักษาโรคริดสีดวงทวารสามารถรักษาได้เองที่บ้านหรือที่โรงพยาบาลก็ได้ สามารถทานยาเพื่อแก้ริดสีดวงอักเสบได้เองที่บ้าน เช่น การทานยารักษาริดสีดวงทวารหรือการใช้ห่วงยางรัด ใช้ครีมยาทาริดสีดวงทวารภายนอก  หรือยาเหน็บริดสีดวงภายนอก การผ่าตัดริดสีดวง เป็นต้น

การบรรเทาอาการปวด

หากผู้ป่วยมีอาการปวดริดสีดวง การรักษาริดสีดวงภายนอกเบื้องต้นเพื่อลดอาการปวดของริดสีดวงทวารควรแช่ในอ่างน้ำอุ่นอย่างน้อย 10 นาทีทุกวัน เพื่อบรรเทาอาการปวดของริดสีดวงทวารภายนอก หากไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ให้ใช้ยาเหน็บยาหรือครีมที่ขายตามร้านขายยาเพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนและคัน 

การดูแลตัวเองที่บ้าน

ฝึกสุขอนามัยที่ดีด้วยการทำความสะอาดทวารหนักด้วยน้ำอุ่นในระหว่างชำระร่างกายหรืออาบน้ำทุกวัน แต่ไม่ควรใช้สบู่เพราะสบู่อาจทำให้อาการริดสีดวงทวารหนักขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษชำระแบบหยาบเช็ดช่องทวารหลังจากการขับถ่าย

การประคบเย็นที่ทวารหนักจะช่วยลดอาการบวมริดสีดวงทวาร ทานยาบรรเทาอาการปวด เช่น acetaminophen, ibuprofen หรือแอสไพริน ยาจำพวกนี้สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหรืออาการไม่สบายได้อีกด้วย 

ขั้นตอนการรักษาโรคริดสีดวงทวาร

รักษาริดสีดวงทางการแพทย์

หากการรักษาที่บ้านไม่ช่วยให้อาการริดสีดวงทวารดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำการใช้ยางรัด ขั้นตอนนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ วิธีนี้จะตัดการไหลเวียนของริดสีดวงทวารโดยวางแถบยางรอบ ๆ สิ่งนี้ทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังริดสีดวงทวาร ริดสีดวงทวารจะหดตัว ขั้นตอนนี้ควรดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทำเองที่บ้าน

หากไม่ใช้วิธีแบบยางรัด แพทย์อาจทำการรักษาด้วยการฉีดหรือ sclerotherapy ในขั้นตอนนี้แพทย์จะฉีดสารเคมีลงในหลอดเลือดโดยตรง เพื่อไปลดขนาดของริดสีดวงทวาร หรืออาจจะทำการผ่าตัดริดสีดวงทวารออก

ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับริดสีดวงทวาร

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงทวารค่อนข้างพบได้ยาก แต่หากมีอาจมีอาการดังนี้เช่น : 

  • อาจทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน
  • ริดสีดวงมีเลือดออก
  • อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหลือ และการขาดเลือด

การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

เพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอาการของโรคริดสีดวงทวาร พยายามดื่มน้ำให้เยอะๆ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวันอาจทำให้อุจจาระแข็งตัว และทำให้มีอาการเจ็บทวารหนักเวลาขับถ่าย

การบริโภคอาหารที่มีใยอาหารสูงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารในอนาคต

แหล่งใยอาหารที่ดี ได้แก่ :

  • โฮลวีต
  • ข้าวกล้อง
  • ข้าวโอ๊ตบด
  • แครอท
  • รำข้าว

รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์

หากผู้ป่วยมีอาการท้องผูกควรรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เสริมให้พอเหมาะ เพื่อให้ไฟเบอร์ช่วยทำให้การขับถ่ายดีขึ้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารควรรับประทานอาหารจำพวกนี้ให้มากๆ เช่น : 

  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ   ให้ได้วันละ 8-10 แก้ว น้ำมีส่วนช่วยให้อุจจาระนุ่ม และช่วยให้การขับถ่ายสะดวก ไม่เจ็บทวารหนักเวลาขับถ่าย  
  • โยเกิร์ตโยเกิร์ตมีแบคทีเรียชนิดดีที่มีหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่าย 
  • มะละกอ   มะละกอมีไฟเบอร์สูง และมีเอนไซม์ Papain ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีนในระบบทางเดินอาหาร สามารถกำจัดคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ย่อยไม่หมดจนขัดขวางการขับถ่ายของลำไส้ออกไปได้ จึงช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น
  • ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยระบายอยู่ในตัว และช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ง่ายขึ้น

คนเป็นริดสีดวงห้ามกินอะไร 

คนที่เป็นรีดสีดวงห้ามกินอาหารประเภทนี้ :

  • ในกลุ่มรสชาติ : หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ดจัดไม่ควรกิน
  • ในกลุ่ม “เนื้อสัตว์” : ควรหลีกเลี่ยงจำพวกเครื่องในสัตว์ทุกชนิด หรือ เนื้อสัตว์ที่มีลักษณะย่อยยาก เช่น เนื้อวัว 
  • ในกลุ่มอาหารทะเล : อาหารที่ควรงดเวลาเป็นริดสีดวง ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลทุกชนิดระหว่างรักษาริดสีดวง
  • ในกลุ่มหมวดหมู่ “ผัก” : หลักๆ จะเป็นพวกหน่อไม้ดองทุกชนิด เช่น กุยฉ่าย กระเฉด ตำลึง สะตอ ชะอม มะระ ฯลฯ 
  • ในกลุ่มหมวดหมู่ “ผลไม้” : บางชนิดที่อาจส่งผลถึงระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย เช่น ทุเรียน สัปปะรด ลองกอง มะขามเปียก มะไฟ มะยม มะปราง ละมุด สาเก ลำไย ขนุน เงาะ ลิ้นจี่ สละ ขนุนละมุด น้อยหน่า เสาวรส ฯลฯ
  • ในกลุ่มอาหารที่ผ่านการแปรรูป : ส่วนที่ควรอยู่ห่างเป็นพิเศษก็คือ พวกของหมัก ของดองเช่น ปลาส้ม หอยดอง ปลาร้า ปูหลน แหนมกะปิ ฯลฯ
  • ในกลุ่มเครื่องดื่ม : พวกกลุ่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม ฯลฯ พวกนมจากสัตว์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ (Influenza Type A): อาการ สาเหตุ การรักษา 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์  (Influenza Type A) คืออะไร ไข้หวัดใหญ่หรือที่รู้จักกันว่าไข้หวัด ซึ่งไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อและทำลายระบบทางเดินหายใจของของผู้ที่ติดเชื้อชนิดนี้

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถแพร่เชื้อในมนุษย์ได้แบ่งออกเป็น 3 สายพันธ์ คือ A, B และ C ประเภท A เป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ค่อนข้างจะร้ายแรงและอาจจะทำให้เกิดการระบาดและแพร่เชื้อ

อาการทั่วไปของการติดเชื้อชนิด A อาจจะมีอาการต่างจากไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ในบางกรณีที่รุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยตนเองโดยไม่มีอาการที่ผิดสังเกตแต่อย่างใด หากในกรณีที่รุนแรงโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการไข้หวัดใหญ่มีอาการอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการที่ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการทั่วไปของผู้ที่คาดว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ได้แก่:

  • ไอ
  • น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
  • จาม
  • เจ็บคอ (sorethroat)
  • มีอาการปวดหัว (headache)
  • เมื่อยล้า
  • มีอาการไข้สูง หนาวสั่น 
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย

บางครั้งอาการไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A อาจหายได้เอง อย่างไรก็ตามหากอาการยังคงอยู่นานกว่าหนึ่งสัปดาห์โดยอาการไม่ดีขึ้นเลยให้ไปพบแพทย์โดยด่วน

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A เช่นผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรได้รับการรักษาในทันที ในบางกรณีไข้หวัดอาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ไข้หวัดอาจทำให้:

  • หูอักเสบ
  • โรคท้องร่วง (diarrhea)
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • เวียนหัว
  • ปวดท้อง
  • เจ็บหน้าอก
  • โรคหอบหืด
  • โรคปอดอักเสบ
  • โรคหลอดลมอักเสบ
  • มีปัญหาการเต้นของหัวใจ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

ไข้หวัดใหญ่ประเภท A และ B พบได้บ่อยในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อาจมีสาเหตุมาจากอาการเป็นไข้หวัดตามฤดูกาล ส่วนประเภท C เป็นไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจแต่จะไม่ค่อยรุนแรงนัก

มนุษย์เป็นพาหะในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ B ไวรัสชนิด B จะกลายพันธุ์ได้ช้ากว่าประเภท A และถูกจำแนกตามสายพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่ชนิดย่อย เชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ใช้เวลานานในการกลายพันธ์มากว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อน้อยกว่า

อาการของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ B ผู้ป่วยจะมีไข้สูงมากถึง 40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว มีน้ำมูก เจ็บคอไอ และคัดจมูก หากมีภาวะแทรกซ้อนก็จะเกิดภาวะปอดอักเสบและอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉลี่ยระยะเวลาป่วยประมาณ 6-7 วัน

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อันตรายไหม

โรคไข้หวัดใหญ่ประเภท A อาจเป็นอันตรายได้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A สามารถแพร่เชื้อได้ง่าย ซึ่งแตกต่างจากประเภทย่อยคือ ไวรัสสายพันธ์ B และ ไวรัสสายพันธ์ A ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กลายพันธุ์เร็วกว่าไข้หวัดใหญ่สายสายพันธุ์ B แต่ไวรัสทั้งคู่มักจะมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาสามารถสร้างสายพันธุ์ใหม่จากขั้นเดิมไปยังอีกขั้น การฉีดวัคซีนไข้ป้องกันหวัดใหญ่ที่อาจไม่สามารถไม่ป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ใหม่ได้ 

นกป่าเป็นพาหะเริ่มแรกของไวรัสสายพันธ์ A หรือที่เรียกว่าไข้หวัดนก การติดเชื้อนี้สามารถแพร่กระจายไปยังสัตว์และมนุษย์ได้ เมื่อรวมกับความสามารถในการกลายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่จะกลายพันธุ์ได้เร็วกว่าชนิด B อาจทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ 

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A 

ก่อนที่จะทำการรักษาแพทย์จะต้องตรวจสอบไวรัสไข้หวัดใหญ่ และตรวจสอบระดับโมเลกุลของผู้ป่วย ในขั้นตอนนี้แพทย์จะทำการป้ายในจมูกหรือลำคอ การทดสอบด้วยวิธีนี้สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ภายใน 30 นาทีหรืออาจใช้เวลาน้อยกว่านั้น

ผลลัพธ์อาจจะไม่แน่นอนเสมอไปและแพทย์อาจต้องทำการวินิจฉัยตามอาการของผู้ป่วยหรืออาจมีการวินิจไข้หวัดใหญ่ประเภทอื่น ๆร่วมด้วย

ระยะเวลาของผู้ป่วยที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้

หากผู้ป่วยมีไข้ เชื้อจะอยู่ในตัวผู้ป่วยอย่างน้อย 1 วันก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการมากกว่า 5 วันหลังจากที่ได้รับเชื้อในกรณีที่รุนแรงมากขึ้นอาจติดต่อกันได้มากขึ้น และอาจมีอาการผันผวนได้หากระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยอ่อนแอหรือไม่ได้รับการดูแลโดยเฉพาะในกรณีมีไข้หวัดใหญ่ในเด็กหรือผู้สูงอายุ หากมีในครอบครัวมีเด็กที่มีอาการไข้หวัดใหญ่ พ่อและแม่ควรดูแลลูกที่เป็นไข้หวัดใหญ่อย่างใกล้ชิด เพราะอาการในเด็กเล็กควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด 

แนวทางการรักษาไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ A 

ในบางกรณีอาการไข้หวัดใหญ่ A สามารถหายได้ด้วยตัวเองด้วยการพักผ่อนอย่างเพียงพอและดื่มน้ำให้เพียงพอ  แพทย์อาจสั่งจ่ายยาต้านไวรัสเพื่อรักษาอาการการติดเชื้อ

ใบสั่งยาต้านไวรัสทั่วไป ได้แก่ :

  • zanamivir (Relenza)
  • oseltamivir (Tamiflu)
  • peramivir (Rapivab)

ยาเหล่านี้เรียกว่า neuraminidase inhibitors ช่วยลดความรุนแรงของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในการแพร่กระจายจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งซึ่งทำให้กระบวนการติดเชื้อมีความช้าลง 

แม้ว่าตัวยาจะมีประสิทธิภาพในการรักษาได้อย่างดีแต่ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการใด ๆ เหล่านี้หรือหากอาการของผู้ป่วยแย่ลงให้หยุดใช้ยาและรีบไปพบแพทย์ทันที 

ยาใหม่ที่เรียกว่า baloxavir marboxil (Xofluza) ถูกสร้างขึ้นโดย บริษัทยาญี่ปุ่นซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนตุลาคม 2018 โดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาต้านไวรัสนี้จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่

การรักษาด้วยยาที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ อาจหาซื้อยาเพื่อบรรเทาอาการไข้หวัดได้เช่นกัน และควรดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อลดเสมหะในลำคอและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

วิธีการป้องกัน

วิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • หากมีไข้เกิน 40 องศาควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
  • หากป่วยควรรักษาตัวอยู่บ้านงดอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก
  • ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ควรกินผลไม้เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน เช่น
  • ฝรั่ง ฝรั่งสดหนึ่งลูกมีวิตามิน C มากกว่าส้ม 6 เท่า 
  • กล้วย 20 เท่า ฝรั่งช่วยป้องกันหวัดและการติดเชื้อในที่ต่างๆ ลดเสมหะ บรรเทาอาการไอ และฆ่าเชื้อโรคบริเวณทางเดินหายใจ
  • ผลไม้ ตระกูลส้ม วิตามิน C สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการหวัดไวขึ้น เกรปฟรุ๊ต เลมอน ส้ม และมะนาว คือแหล่งบำรุงภูมิต้านทานเป็นอย่างดี ประกอบไปด้วยฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด
  • ผลไม้ จำพวกเบอร์รี มีส่วนช่วยลดอาการปวดศีรษะและต่อต้านอาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงอาการไข้อื่นๆ อีกด้วย 

ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา 

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

คอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) : อาการ สาเหตุ การรักษา

คอเลสเตอรอลคืออะไร

คอเลสเตอรอลคือโรคไขมันในเลือดสูงเป็นไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งที่มีไขมันเหมือนในตับซึ่งผลิตโดยธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ฮอร์โมนบางชนิดและวิตามินดี

คอเลสเตอรอลไม่ละลายในน้ำดังนั้นจึงไม่สามารถเดินทางผ่านเลือดได้ด้วยตัวเอง ตับจะผลิตไลโปโปรตีนเพื่อช่วยในการลำเลียงคอเลสเตอรอล

ไลโปโปรตีนเป็นอนุภาคที่ทำจากไขมันและโปรตีน ซึ่งจะมีคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันชนิดอื่น) ผ่านกระแสเลือด ไลโปโปรตีนมีสองรูปแบบหลักคือไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) และไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDL)

หากในเลือดมีคอเลสเตอรอล LDL มากเกินไป (คอเลสเตอรอลที่ถูกลำเลียงโดยไลโปโปรตีนจะมีความหนาแน่นต่ำ) ก็เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นคอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) เมื่อปล่อยทิ้งไว้และไม่ได้รับการรักษาอาจจะสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมายรวมทั้งหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

โดยปกติแล้วคอเลสเตอรอลสูงจะไม่แสดงอาการใด ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตรวจสอบระดับคอเลสเตอรอลอยู่เป็นประจำ

LDL โคเลสเตอรอลหรือ“ คอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย”

ไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) มักถูกเรียกว่า“ คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี” มันลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังหลอดเลือดแดง หากระดับ LDL คอเลสเตอรอลของคุณสูงเกินไปก็สามารถเกาะตัวบนผนังหลอดเลือดแดงได้

การสะสมหรือที่เรียกกันว่าแผ่นคอเลสเตอรอล การสะสมนี้สามารถ ทำให้หลอดเลือดแดงตีบหรือขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงของการอุดตันในเส้นเลือด หากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดแดงในหัวใจหรือสมองสามารถทำให้เกิดอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

HDL คอเลสเตอรอลหรือ“ คอเลสเตอรอลที่ส่งผลดีต่อร่างกาย”

ไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) บางครั้งเรียกว่า“ คอเลสเตอรอลที่ดี” มันจะช่วยคืนโคเลสเตอรอล LDL ไปที่ตับเพื่อสลายออกจากร่างกาย ซึ่งจะช่วยป้องกันคราบไขมันจากการสะสมในหลอดเลือดแดง

หากมีระดับ HDL คอเลสเตอรอลที่ดีต่อสุขภาพก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการอุดตันในเส้นเลือดและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

Triglycerides ต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมัน ซึ่งต่างจากโคเลสเตอรอล ในขณะที่ร่างกายใช้คอเลสเตอรอลในการสร้างเซลล์และฮอร์โมนบางชนิดและใช้ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงาน

เมื่อกินแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายสามารถใช้ได้ในทันทีมันจะแปลงแคลอรี่ให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ และเก็บไตรกลีเซอไรด์ไว้ในเซลล์ไขมัน นอกจากนี้ร่างกายยังใช้ไลโปโปรตีนเพื่อหมุนเวียนไตรกลีเซอไรด์ผ่านกระแสเลือด

หากกินแคลอรี่เกินกว่าที่ร่างกายสามารถใช้ได้เป็นประจำระดับไตรกลีเซอไรด์ก็จะสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพหลายอย่างรวมถึงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

แนวโน้มของการเป็นคอเลสเตอรอลสูง

หากปล่อยให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูงอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้ รักษาร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีคอเลสเตอรอลสูงสามารถช่วยพ้นจากภาวะแทรกซ้อนได้

หากต้องการทราบว่ามีคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทดสอบระดับคอเลสเตอรอล หากแพท์วินิจฉัยว่าคอเลสเตอรอลสูงควรปรึกษาวิธีการรักษาและลดระดับคอเลสเตอรอล

เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากคอเลสเตอรอลสูงควรฝึกนิสัยการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดีและปฏิบัติตามแผนการรักษาที่แพทย์แนะนำ การรับประทานอาหารที่มีความสมดุลและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์การสูบบุหรี่ และรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้ปกติ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากคอเลสเตอรอลสูงได้ด้วย

วิธีตรวจสอบระดับคอเลสเตอรอลด้วยตนเอง

หากมีอายุ 20 ปีขึ้นไปควรตรวจสอบระดับคอเลสเตอรอลอย่างน้อยทุกๆ 4-6 ปี หากมีประวัติของคอเลสเตอรอลสูงหรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดแพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ทดสอบระดับคอเลสเตอรอลของคุณบ่อยขึ้น แพทย์จะใช้แผงไขมันเพื่อวัดระดับคอเลสเตอรอลรวมถึงระดับ LDL, ระดับ HDL และระดับไตรกลีเซอไรด์ ระดับคอเลสเตอรอลรวมคือปริมาณคอเลสเตอรอลโดยรวมในเลือดและรวมถึง LDL และ HDL คอเลสเตอรอล หากระดับโคเลสเตอรอลรวมหรือ LDL โคเลสเตอรอลทั้งหมดสูงเกินไปแพทย์จะวินิจฉัยว่ามีโคเลสเตอรอลสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อระดับ LDL ของคุณสูงเกินไปและระดับ HDL ต่ำเกินไป

แนวทางเพื่อลดระดับไขมันในเลือดให้ปกติ

ร่างกายของคุณต้องการคลอเรสเตอรอลบางส่วนเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึง LDL บางตัว แต่ถ้าระดับ LDL ของสูงเกินไปก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ แพทย์จะดูค่าไขมันในเลือดตามตัวเลขในแผนภูมิระดับคอเลสเตอรอล โดยแพทย์จะวัดระดับคอเลสเตอรอลรวม HDL และระดับ LDL คอเลสเตอรอล แพทย์จะตัดสินใจว่าจะสั่งยาลดคอเลสเตอรอลหรือไม่ โดยพิจารณาจากตัวเลขที่ได้จากการวัดนำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขในแผนภูมิ ภายใต้แนวทางใหม่นอกเหนือจากระดับคอเลสเตอรอล คำแนะนำในการรักษายังพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงโรคเบาหวานและความเสี่ยงของโรคหัวใจประมาณ 10 ปี เช่นหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นระดับคอเลสเตอรอล “ปกติ” ของคุณขึ้นอยู่กับว่าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหัวใจหรือไม่ หลักเกณฑ์ใหม่เหล่านี้แนะนำว่าหากไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจแพทย์ควรกำหนดให้รักษาหาก LDL มากกว่า 189 mg / dL 

แผนภูมิระดับคอเลสเตอรอล

ด้วยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นในแนวทางการรักษาไขมันสูงและแผนภูมิคอเลสเตอรอลจะไม่ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับแพทย์ในการวัดระดับคอเลสเตอรอลในผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตามสำหรับเด็กและวัยรุ่นโดยเฉลี่ยแล้ว  มีการจำแนกระดับคอเลสเตอรอล (mg / dL) ดังนี้:

โคเลสเตอรอลทั้งหมด HDL คอเลสเตอรอล LDL คอเลสเตอรอล
ระดับปกติ ต่ำกว่า 170 สูงกว่า 45 ต่ำกว่า 110
ระดับน่าเป็นห่วง 170-199 40-45 11-129
ระดับสูง 200 หรือสูงกว่า ไม่ระบุ สูงกว่า 130
ระดับต่ำ ไม่ระบุ น้อยกว่า 40 ไม่ระบุ

อาการไขมันในเลือดสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol)

ส่วนใหญ่คอเลสเตอรอลสูงเป็นปัญหาที่ “ไม่แสดงอาการ” โดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ หลายคนไม่ทราบว่ามีโคเลสเตอรอลสูงจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงเช่นหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการตวรจคอเลสเตอรอลเป็นประจำจึงมีความสำคัญ 

สาเหตุของคอเลสเตอรอลสูง

การรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงการดำเนินชีวิตอื่น ๆ ยังสามารถเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดคอเลสเตอรอลสูงได้ ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการไม่สูบบุหรี่

พันธุกรรมยังสามารถส่งผลกระทบต่อโอกาสในการที่จะเป็นคอเลสเตอรอลสูง ยีนจะถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก ยีนบางตัวสั่งการร่างกายเกี่ยวกับวิธีการแปรรูปคอเลสเตอรอลและไขมัน หากพ่อแม่ของมีโคเลสเตอรอลสูงลูกก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เช่นกัน

ในบางกรณีไขมันในเลือดสูงนั้นเกิดจากคนในครอบครัวมีไขมันในเลือดสูง ความผิดปกติทางพันธุกรรมนี้ป้องกันร่างกายจากการกำจัด LDL ร่างกายของคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้มีระดับคอเลสเตอรอลรวมสูงกว่า 300 mg / dL และระดับ LDL สูงกว่า 200 mg / dL

ภาวะสุขภาพอื่น ๆ เช่นโรคเบาหวานและภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโคเลสเตอรอลสูงและภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโคเลสเตอรอลสูง

  • มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • สูบบุหรี่
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นคอเลสเตอรอลสูง
  • มีโรคเบาหวาน โรคไต

ภาวะแทรกซ้อนของคอเลสเตอรอลสูง

หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาคอเลสเตอรอลสูงอาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่สะสมในหลอดเลือดแดงและ เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะทำให้หลอดเลือดแดงแคบลง ภาวะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อหลอดเลือดแข็ง

หลอดเลือดแข็งเป็นภาวะที่ร้ายแรง มันสามารถ จำกัด การไหลเวียนของเลือดผ่านหลอดเลือดแดงของคุณ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตราย

หลอดเลือดแข็งอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่คุกคามต่อชีวิตได้เช่น:

  • หัวใจวาย
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (เจ็บหน้าอก)
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือด
  • โรคไตเรื้อรัง

วิธีการวินิจฉัยคอเลสเตอรอลสูง

ในการวัดระดับคอเลสเตอรอลแพทย์จะใช้การตรวจเลือด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามแผงไขมัน โดยสามารถใช้มันเพื่อประเมินระดับโคเลสเตอรอลรวม, LDL คอเลสเตอรอล, HDL โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

ในการดำเนินการทดสอบนี้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ จะนำตัวอย่างเลือด โดยที่จะส่งตัวอย่างนี้ไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการวิเคราะห์ เมื่อผลการทดสอบออกมา แพทย์จะแจ้งให้คุณทราบว่าระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ของคุณสูงเกินไปหรือไม่

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบนี้แพทย์ของคุณอาจขอให้งดการรับประทานอาหารหรือดื่มต่างๆเป็นเวลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการตรวจ

ยาลดคอเลสเตอรอล

ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

สแตตินเป็นยาที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลสำหรับคนที่คอเลสเตอรอลสูง โดยจะป้องกันตับไม่ให้ผลิตคอเลสเตอรอลมากขึ้น

ตัวอย่างของสแตตินรวมถึง:

  • ยารักษาสภาวะคอเลสเตอรอลสูง
  • ยาลดไขมันในเลือด
  • ยาลดคอเลสเตอรอล
  • ยาลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี

แพทย์อาจให้ทานยาอื่นสำหรับลดคอเลสเตอรอล เช่น:

  • เนียซิน
  • กรดน้ำดีเรซิ่นหรือซีเครเทอแรนท์เช่น colesevalam (Welchol), colestipol (Colestid) หรือ cholestyramine (Prevalite)
  • สารยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเช่น ezetimibe (Zetia)
  • ผลิตภัณฑ์บางอย่างมีส่วนผสมของยาเพื่อช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในร่างกายและลดการผลิตคอเลสเตอรอลของตับ ตัวอย่างหนึ่งคือการรวมกันของ ezetimibe และ simvastatin (Vytorin)

วิธีลดคอเลสเตอรอล

หากมีระดับคอเลสเตอรอลสูงแพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อช่วยลดระดับ ตัวอย่างเช่นแพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนแปลงอาหารนิสัยการออกกำลังกายหรือแง่มุมอื่น ๆ ของกิจวัตรประจำวัน หากผู้ป่วยสูบบุหรี่แพทย์อาจจะแนะนำให้งด

แพทย์อาจให้ทานยาหรือการรักษาอื่น ๆ เพื่อช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ในบางกรณีแพทย์อาจส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม

การทานอาหารเพื่อนช่วยลดโคเลสเตอรอล

เพื่อรักษาระดับคอเลสเตอรอลที่ดีต่อสุขภาพแพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนแปลงอาหารที่รับประทาน

ตัวอย่างเช่น:

  • จำกัด การบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
  • เลือกแหล่งโปรตีนที่มีไขมันน้อยเช่นไก่ปลาและพืชตระกูลถั่ว
  • กินอาหารที่มีกากใยสูงอย่างหลากหลายเช่นผลไม้ผักและธัญพืช
  • เลือกใช้วิธีอบย่างนึ่งย่างและย่างแทนการทอด
  • หลีกเลี่ยงอาหารจานด่วนและอาหารขยะ

อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์รวมถึง:

  • เนื้อแดง, ไข่แดงและผลิตภัณฑ์นมไขมันสูง
  • อาหารแปรรูปที่ทำจากเนยโกโก้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว
  • อาหารทอดเช่นมันฝรั่งทอดหัวหอมใหญ่และไก่ทอด
  • ขนมอบบางอย่างเช่นคุกกี้และมัฟฟิน

การรับประทานปลาและอาหารอื่น ๆ ที่มีกรดไขมันโอเมก้า -3 อาจช่วยลดระดับ LDL ได้ตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอนปลาแมคเคอเรลและปลาเฮอริ่งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 วอลนัทอัลมอนด์เมล็ดแฟลกซ์พื้นและอะโวคาโดยังมีโอเมก้า 3

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

คอเลสเตอรอลในอาหารพบได้ในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เช่นเนื้อสัตว์ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อช่วยรักษาคอเลสเตอรอลสูงแพทย์อาจแนะนำให้งด การบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

ตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้มีระดับคอเลสเตอรอลสูง:

  • ไขมันของเนื้อแดง
  • ตับและเนื้ออวัยวะอื่น ๆ
  • -ไข่โดยเฉพาะไข่แดง
  • -ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันสูง เช่น ชีสช  นม ไอศกรีมและเนย

คำแนะนำ

  • สังเกตจำนวนไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์บนฉลากอาหารรวมถึงปริมาณน้ำตาลที่จะได้รับ ยิ่งกินน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แคลอรี่ต่อวันไม่ควรเกิน 10% จากไขมันอิ่มตัวหรือน้ำตาลที่ได้รับ
  • ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับโคเลสเตอรอลไม่เพียงพอ เพราะร่างกายสามารถทำให้เพียงพอไม่ว่าจะบริโภคมันหรือไม่ก็ตาม
  • ทานอาหารเพื่อสุขภาพให้มากขึ้นพวกไขมันไม่อิ่มตัว ควรจากเนยเป็นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ในการปรุงอาหาร ซื้อเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและถั่วและเมล็ดพืชแทนขนมขบเคี้ยว

วิธีการรักษาระดับคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ

ในบางกรณีวิธีที่อาจลดระดับคอเลสเตอรอลได้โดยไม่ต้องทานยา ตัวอย่างเช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

อาหารเสริมสมุนไพรและสารอาหารบางอย่างอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เช่น: 

  • กระเทียม
  • กระเจี๊ยบแดง
  • ขิง
  • ดอกคำฝอย
  • มะเขือยาว
  • เสาวรส
  • เห็ดฟาง
  • หอม

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานสมุนไพรหรืออาหารเสริม ในบางกรณี อาจมีต้านกับยาอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยรับประทาน

วิธีป้องกันโคเลสเตอรอลสูง

ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับคอเลสเตอรอลสูงซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตามปัจจัยในการดำเนินชีวิตสามารถสร้างขึ้นได้

เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดคอเลสเตอรอลสูง:

  • กินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันต่ำและมีใยอาหารสูง
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • รักษาน้ำหนักให้คงที่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ไม่สูบบุหรี่

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ควรตรวจคอเลสเตอรอลอย่างสม่ำเสมอ หากมีความเสี่ยงต่อการมีโคเลสเตอรอลสูงหรือโรคหลอดเลือดหัวใจแพทย์จะแนะนำให้วัดระดับคอเลสเตอรอลเป็นประจำ


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team

ท้องอืด (Flatulence): อาการ สาเหตุ การรักษา 

ท้องอืด (Flatulence) คืออาการที่ทุกคนอาจจะรู้จักกันดีเมื่อเกิดอาการที่มีลมในกระเพาะ อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะเกินไปทำให้ต้องเกิดการผายลมบ่อยครั้ง หรือเรอ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะไม่สบายตัว อึดอัด ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

สาเหตุของอาการท้องอืด

สาเหตุท้องอืด มีได้หลายปัจจัยดังนี้:

การกลืนอากาศมากเกินไป

โดยปกติแล้วคนเราสามารถกลืนอากาศลงไปในท้องได้ในระหว่างการรับประทาน ดื่มน้ำ หรือพูดคุย โดยอากาศที่กลืนเข้าไปจะกลืนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดการเรอ ผายลม หรือสะอึก เนื่องจากลมในกระเพาะเยอะเกินไป

สาเหตุที่ทำให้อากาศถูกกลืนเข้าท้องคือ:

  • การเคี้ยวหมากฝรั่ง
  • การสูบบุหรี่
  • การรับประทานอาหารเร็วเกินไป

การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแก๊ส

อาหารบางประเภทอาาจะทำให้ท้องอืดมากเกินไป อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมีดังนี้:

  • กะหล่ำปลี
  • ถั่ว
  • ลูกเกด
  • บร็อคโคลี
  • ลูกพรุน
  • แอปเปิ้ล
  • น้ำอัดลม

โดยหลังจากผ่านกระบวนการย่อยอาหาร ในลำไส้ใหญ่นั้นจะมีแบคทีเรียจำนวนมากทำการย่อยอาหาร แก๊สนั้นจะเกิดขึ้นจากกระบวนการย่อยในครั้งนี้ 

ท้องอืดในคนท้อง

อาการท้องอืดในคนท้อง ผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ช้าลง ไม่เหมือนตอนร่างกายปกติ ดังนั้น แม่ท้องจึงท้องอืดท้องเฟื้อ ลมในท้องเยอะ และอาหารไม่ย่อยได้ง่าย

อาการท้องอืด

อาการท้องอืดมีลมในท้องนั้นโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายท้อง มีอาการแน่นท้อง ท้องแข็ง มีลมในท้อง อาการปวดท้องแน่นท้อง ท้องอืดผายลมบ่อย เรอ ท้องแข็งท้องอืด เป็นต้น

การรักษาอาการท้องอืดด้วยตัวเองที่บ้าน

วิธีแก้อาการท้องอืดขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา ผู้ป่วยสามารถทำการรักษาอาการท้องอืดได้เองที่บ้าน โดยอาจจะลองปฎิบัติดังนี้ เพื่อเป็นวิธีแก้ลมในท้องเยอะเกินไป:

  • ระมัดระวังในการรับประทานอาหาร หากอาหารที่ทานมีคาร์โบไฮเดรตมากไปทำให้ย่อยยาก ให้ลองเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายกว่าเช่นมันฝรั่งข้าวและกล้วย
  • จดบันทึกการรับประทานอาหารประจำวัน จะช่วยให้คุณระบุได้ว่าอาหารประเภทใดที่รับประทานแล้วก่อให้เกิดอาการท้องอืดมากเกินไป เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงในครั้งหน้า หากผู้ป่วยกินอาหารแล้วท้องอืดควรปฎิบัติข้อนี้จะช่วยได้มาก
  • กินให้น้อยลง พยายามกินอาหารมื้อเล็ก ๆ วันละห้าถึงหกมื้อแทนที่จะเป็นมื้อใหญ่สามมื้อเพื่อช่วยกระบวนการย่อยอาหาร
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยส่งเสริมการย่อยอาหารและสามารถป้องกันอาการท้องอืด
  • รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

ภาวะแทรกซ้อนของอาการท้องอืด (Flatulence)

หากว่าคุณมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ บางครั้งอาจจะส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ดังนี้:

  • ท้องผูก
  • กระเพาะและลำไส้อักเสบ
  • การแพ้อาหารเช่นการแพ้แลคโตส
  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • อาการลำไส้แปรปรวน (IBS)
  • โรคช่องท้อง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคกรดไหลย้อน (GERD)

การวินิจฉัยอาการท้องอืด

แพทย์อาจจะมีการสอบถามข้อมูลพร้อมกับการตรวจร่างกาย ในบางครั้งอาจมีการตรวจเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณไม่ได้ติดเชื้อ และเพื่อระบุอาการแพ้อาหารที่เป็นไปได้และเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด ควบคู่กับการตรวจดูบริเวณท้องและฟังเสียงของระบบย่อยอาหารร่วมด้วย นอกจากนี้แพทย์อาจจะแนะนำให้มีการจดบันทึก อาหารประจำวันที่รับประทานเพื่อทราบถึงอาหารที่ทำเกิดอาการท้องอืดมากเกินไป 

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมไปถึงมีอาการดังนี้ร่วมด้วย ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะบางครั้งอาการท้องอืดอาจจะมีผลกระทบมาจากโรคที่ร้ายแรงได้ เช่นมะเร็ง หรือเนื้องอกในช่องท้อง: 

  • ท้องบวม
  • มีอาการปวดท้องเหมือนมีลมในท้อง
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • ท้องผูก
  • น้ำหนักลดลง
  • แสบหน้าอก
  • ถ่ายอุจจาระปนเลือด

การป้องกันท้องอืด

ผู้ป่วยสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สน้อยได้ จำพวก:

  • เนื้อสัตว์ และปลา
  • ไข่
  • ผักจำพวก ผักกาด มะเขือเทศ บวบและกระเจี๊ยบ
  • ผลไม้ จำพวก แคนตาลูป องุ่น เบอร์รี่ เชอร์รี่ อะโวคาโด และมะกอก
  • คาร์โบไฮเดรตจำพวก ขนมปังที่ไม่มีกลูเตน ข้าว

ภาพรวมเมื่อมีอาการท้องอืด

โดยทั่วไปแล้วหากอาการท้องแน่นท้องอืดไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรง ก็จะไม่ส่งผลกระทบระยะยาว เพียงแค่จะก่อให้เกิดอาการไม่สบายตัว แต่หากอาการท้องอืดส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำมัน การรักษาอาหารเพื่อสุขภาพและการพบแพทย์ก็เป็นสิ่งสำคัญ 


ลิ้งค์ด้านล่างเป็นแหล่งข้อมูลบทความของเรา

เนื้อหาและรีวิวมาจากผู้เชี่ยวชาญ โดย Bupa team